ฝรั่งถามคนไทย เราได้ปฏิบัติตามแบบอย่างของในหลวงร.9 หรือไม่? - จะมีประโยชน์อะไร หากไม่ได้รับรู้และเข้าใจ สิ่งที่พระองค์ทรงเพียรพยายาม

ฝรั่งถามคนไทย "เราได้ปฏิบัติตามแบบอย่างของในหลวงร.9 หรือไม่? - จะมีประโยชน์อะไร หากไม่ได้รับรู้และเข้าใจ สิ่งที่พระองค์ทรงเพียรพยายาม"

Publish 2017-10-29 09:28:07

“เราได้ปฏิบัติตามแบบอย่างของพระองค์หรือไม่ ?”  

 

โดยแมนเฟรด คราเมส จากหนังสือ เรียนรู้จากพระเจ้าแผ่นดิน

 

                  ระหว่างเหตุวิกฤตการณ์น้ำมันในช่วงปี พ.ศ.2517 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในการเสด็จพระราชดำเนินเพื่อทรงปฏิบัติพระราชภารกิจพร้อมด้วยที่ปรึกษาในพระองค์โดยทางรถไฟไปจังหวัดนครศรีธรรมราช แทนที่จะเป็นการขึ้นเครื่องบินตามหมายกำหนดการ เหตุผลก็คือ ถ้าพระองค์เลือกเสด็จฯ โดยเครื่องบินก็จะเป็นการสิ้นเปลืองน้ำมันมากกว่าการเสด็จฯ โดยทางรถไฟมากซึ่งการเสด็จฯ โดยรถไฟในครั้งนั้นกินเวลามากกว่า 10 ชั่วโมงในการถึงที่หมาย แต่ถ้าพระองค์เสด็จฯ โดยเครื่องบินจะทำให้ทรงใช้เวลาเพียง 1 ชม. เท่านั้น ก็ถึงที่หมายแล้ว

                การตัดสินพระทัยของพระองค์ดังกล่าวนี้เป็นสิ่งที่น่าสรรเสริญโดยแท้ ผมหมายความว่าพระองค์ทรงเป็นถึงพระมหากษัตริย์ และแน่นอนพระองค์ทรงสามารถที่จะใช้น้ำมันเบนซินหรือน้ำมันก๊าดจำนวนเท่าใดก็ได้หากจะประสงค์ใช้ และถ้าหากทรงประสงค์ที่จะจ่ายค่าน้ำมันดังกล่าวย่อมไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน ผู้นำประเทศอื่นๆ ในโลก ขณะที่บรรดานักธุรกิจผู้มั่งคั่งกลับไม่ได้เดือดร้อนใดๆ จากสภาวะการขึ้นราคาของน้ำมัน และสภาพการณ์ที่ราคาตั๋วเครื่องบินได้ถีบตัวพุ่งกระฉูดขึ้น แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกลับทรงตัดสินพระทัยเลือกเสด็จฯ โดยทางรถไฟพร้อมด้วยคณะทำงานในพระองค์ เหตุผลง่ายๆ คือพระองค์ทรงใช้วิจารณญาณแล้วช่วงเวลาดังกล่าวนั้นเป็นช่วงที่น้ำมันขาดแคลน จึงทรงประสงค์จะปฏิบัติพระองค์ให้เป็นแบบอย่างที่พอเพียงสำหรับพสกนิกรของพระองค์เอง



           สิ่งที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงกระทำนี้ สะท้อนให้เห็นภาพของพระราชสำนักได้เป็นอย่างดี ในเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียง และความมัธยัสถ์ ซึ่งแม้จะทรงใช้จ่ายเพียง “สตางค์แดงเดียว” ก็จะไม่เกิดมีขึ้นหากว่าสิ่งที่ต้องแลกด้วย “สตางค์แดงเดียวนั้น” เป็นเพียงสิ่งไร้ประโยชน์ และในเมื่อพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงเลือกดำเนินชีวิตในแนวทางที่ประหยัดมัธยัสถ์ ด้วยการเลือกใช้รถไฟเป็นพระราชพาหนะเพื่อทรงประหยัดน้ำมันอันมีค่าเช่นนั้นแล้วเหตุใดเล่าหมู่มวลแห่งอนุชนคนหนุ่มสาว ผู้ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ของเมืองไทยจึงมิแยแสที่จะดำเนินรอยตามเบื้องพระยุคลบาทที่พระองค์ทรงกระทำไว้เป็นตัวอย่างในการดำเนินชีวิตประจำวันอย่างพอเพียงเช่นนี้ ให้เกิดเป็นนิสัยความเคยชิน

 

           บ่อยครั้งในภัตตาคารที่ผมพบเห็นผู้คนต่างสั่งอาหารกันมามากมายเหลือเฟือ แต่ก็รับประทานไปเพียงครึ่งเดียว อีกครึ่งหนึ่งก็ต้องทิ้งไป ตัวอย่างของความฟุ่มเฟือยในสังคมไทยยังมีมาก เช่น การสร้างสิ่งก่อสร้างในกรุงเทพฯ ที่ไม่มีความจำเป็นอะไรเลย แต่กลับต้องใช้เงินภาษีเป็นพันๆ ล้านโดยไร้ประโยชน์

           เป็นสิ่งที่น่าละอายอย่างหาที่สุดไม่ได้ที่ประเทศไทยนี้ มีพระมหากษัตริย์ซึ่งทรงเป็นผู้นำทางที่สุดประเสริฐ ไม่ว่าเราจะเดินทางไป ณ แห่งหนตำบลใด เราก็จะพบเห็นกับพระบรมฉายาลักษณ์ของพระองค์ประดับประดาไปในทุกแห่งหน และการถวายความจงรักภักดีแด่พระองค์เพียงอย่างเดียวจะมีประโยชน์อะไรเล่า หากผู้ที่เฝ้าแต่ถวายความจงรักภักดีเหล่านั้น ไม่ได้พยายามที่จะรับรู้และเข้าใจในสิ่งที่พระองค์ทรงเพียรพยายามบอกให้ทุกคนน้อมไปปฏิบัติ


           หากพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจของพระองค์ได้รับการบรรจุเข้าไปในหลักสูตรการเรียนการสอน โดยถือเป็นเรื่องสำคัญในเชิงการศึกษามากขึ้น (โดยที่ไม่เป็นไปในลักษณะของงานพิธีหรือการตบแต่ง) โดยเน้นไปที่สาระว่าเราสามารถเรียนรู้อะไรได้บ้างจากพระองค์ ผมคิดว่าความประพฤติที่ไม่ถูกต้องและไม่บังควร ตลอดจนความสูญเปล่าต่างๆ น่าจะลดลงได้ อย่าลืมว่าเด็กนักเรียนในวันนี้ เป็นอนาคตของชาติในวันหน้า

           เมื่อเป็นดังนี้แล้ว มิใช่เพียงองค์พระประมุขพระองค์เดียวเท่านั้นที่จะทรงได้รับการยกย่องให้เป็นตัวอย่างและได้รับการแซ่ซ้องสรรเสริญไปทั่วโลก แต่สังคมไทยทั้งสังคมก็จะได้รับการยกย่องให้เป็นตัวอย่างและได้รับการแซ่ซ้องสรรเสริญไปทั่วโลกด้วยเช่นเดียวกัน

จงอย่ามัวรีรอให้คนอื่นมาทำ ขอให้พวกเราจงร่วมกันทำตั้งแต่เดี๋ยวนี้เลย !

 

 

คัดลอกจากหนังสือ เรียนรู้จากพระเจ้าแผ่นดิน โดยแมนเฟรด คราเมส



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

จินต์จุฑา เจนสระคู

ติดตามข่าวอื่นๆ