ชีวิตสุดลำบาก !!“อัจฉริยะ”โร่พาผู้เสียหายจี้ ตร.บ้านแพ้ว หลังคดีพลุระเบิดหล่นใส่ญาติเจ็บสาหัส ค่าเยียวยาไม่คืบหน้า รักษาจนเงินหมดบ้าน (คลิป)

Publish 2018-06-01 17:30:08

 เมื่อเวลาประมาณ 10.30 น. ของวันที่ 01 มิถุนายน 2561 นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ได้เดินทางมาที่สถานีตำรวจภูธรบ้านแพ้ว อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร เพื่อเข้าพบกับ พ.ต.อ.สาโรจน์ รอดมณี ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรบ้านแพ้ว โดยได้พานางสาวจันทิมา เจริญสุข อายุ 30 ปี อยู่บ้านเลขที่ 152/20 หมู่ที่ 10 ต.ดอนตะโก อ.เมือง จ.ราชบุรี กับ นางสาวกุสิณี เจริญสุข อายุ 26 ปี อยู่บ้านเลขที่ 515/7 หมู่ที่ 3 ต.ดอนตะโก อ.เมือง จ.ราชบุรี สองสาวพี่น้องที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์จุดพลุในงานทรงเจ้าของศาลเจ้าพ่ออั้งเสี่ยฮุดโจ้ว แล้วพลุไม่แตกในอากาศ แต่เกิดตกลงพื้นดินแล้วระเบิดใส่คนในครอบครัวของสองสาวพี่น้อง คือ ลูกเล็ก 3 คน กับแม่อีก 1 คน จนได้รับบาดเจ็บสาหัส ซึ่งเหตุเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อคืนวันที่ 8 เมษายน 2561 ในพื้นที่ตำบลโรงเข้ อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร โดยหลังจากที่ผ่านมานานเกือบ 2 เดือนแล้วนั้น ปรากฏว่า ขณะนี้มีเพียงเด็กเล็ก 2 คน ที่กลับบ้านได้แต่ก็ยังต้องรักษาเยียวยาอีกนาน ส่วนแม่กับเด็กเล็กอีกคนยังอยู่ในห้องปลอดเชื้อ เพื่อให้แพทย์ดูแลรักษาอย่างใกล้ชิด ทำให้ทางครอบครัวของผู้เสียหายได้รับผลกระทบเป็นอย่างมากทั้งในเรื่องของค่าใช้จ่ายและค่าดูแลรักษาพยาบาลต่อเนื่อง ขณะที่ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์พลุระเบิดนั้น กลับช่วยค่ารักษาพยาบาลรวมกันมาเป็นเงินเพียงแค่ 27,000 บาท และคดียังไม่มีความคืบหน้าเท่าที่ควรในการเอาผิดกับผู้ที่ทำให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น ดังนั้นจึงได้มีการมาเข้าพบกับผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรบ้านแพ้ว เพื่อสอบถามความคืบหน้าในคดี รวมถึงการติดต่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมกันรับผิดชอบเยียวยาผู้เสียหายให้มากกว่านี้



อัจฉริยะ พาผู้เสียหายเข้าพบ ผกก.บ้านแพ้ว ติดตามความคืบหน้าและค่าเยียวยาเหตุพลุระเบิดหล่นใส่เด็กเล็กและผู้สูงอายุ

 นางสาวจันทิมา และนางสาวกุสิณี เจริญสุข สองพี่น้องเล่าว่า ในคืนวันเกิดเหตุนั้น พวกตนและคนในครอบครัวประมาณ 7 คน ได้ไปเที่ยวงานประจำปีที่ศาลเจ้าแห่งนี้ เพื่อดูการแสดงมังกรพ่นไฟและเชิดสิงโต โดยขณะที่มีการแสดงอยู่นั้น ก็ปรากฏว่าอีกทางหนึ่งก็มีการจุดพลุขึ้นท้องฟ้าด้วย ซึ่งทุกคนก็แหงนมองพลุบนท้องฟ้า โดยเมื่อพลุลูกที่สองขึ้นไปกลับไม่แตกในอากาศ แต่ลอยตกลงมาที่พื้นดินแล้วก็มีควันสีขาวลอยตลบอบอวลไปทั่ว ซึ่งพวกตนก็ได้ยินคนตะโกนกันว่า พลุระเบิด จึงได้รีบหันกลับมาตรงเก้าอี้ที่ลูกๆ นั่งดูการแสดงอยู่ เพื่อจะพากลับบ้าน แต่ปรากฏว่าลูกๆ กับ แม่ของพวกตน ถูกพลุระเบิดใส่ จนได้รับบาดเจ็บสาหัส เพราะถูกไฟลุกไหม้ตามร่างกายทั้งแขน ขาและใบหน้า จึงต้องรีบช่วยกันดับไฟที่ตัวก่อน จากนั้นก็พาส่งโรงพยาบาลบ้านแพ้ว (องค์การมหาชน) ซึ่งเมื่อหมอให้การรักษาเบื้องต้นแล้ว พวกตนก็ขอย้ายทั้ง 4 คน มารักษาตัวต่อที่โรงพยาบาลราชบุรี เนื่องจากมีสิทธิ์บัตรทอง 30 บาทอยู่ โดยอาการของแต่ละคนนั้น นางกรวรรณ เจริญสุข อายุ 54 ปี ผู้เป็นแม่ได้รับบาดเจ็บสาหัสถูกไฟลวกตามร่างกาย ผิวหนังหลุดลอกเป็นแผลลึก และมีอาการติดเชื้อ ยังคงต้องพักรักษาตัวในห้องปลอดเชื้อของโรงพยาบาล และต้องใช้ยานอกรายการบางประเภท , เด็กหญิงชลิดา เสาเกิด อายุ 4 ปี เป็นลูกของนางสาวจันทิมา เจริญสุข มีบาดแผลถูกไฟลวกตามร่างกายทั้งแขนขาและใบหน้า เป็นแผลลึกเช่นกัน ยังคงต้องรักษาตัวที่โรงพยาบาลราชบุรี และรอการศัลยกรรมด้วย , เด็กหญิงหทัยชนก ฮะบุญมี อายุ 9 ปี ลูกของนางสาวกุสินี เจริญสุข มีบาดแผลไฟลวกตามร่างกาย แขนขาและใบหน้า อีกทั้งยังมีอาการหวาดผวา ตระหนกตกใจตลอดเวลา ซึ่งแม้จะกลับมาพักรักษาตัวที่บ้านแล้วเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคมที่ผ่านมา แต่ก็ยังคงต้องทำการล้างแผล เฝ้าระวังการติดเชื้อ และที่สำคัญคือ เมื่อสภาพร่างกายของเด็กดีขึ้น จะต้องพาไปพบกับจิตแพทย์ เพื่อบำบัดรักษาอาการทางจิตใจที่ยังคงหวาดกลัวและผวาจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และ คนที่สี่คือ เด็กชายศุกลวัฒน์ ฮะบุญมี อายุ 5 ปี ลูกของนางสาวกุสินี เจริญสุข ซึ่งก็มีอาการตามร่างกายเช่นเดียวกับทั้ง 3 คน แต่มีบาดแผลลึกน้อยกว่า จึงเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลไม่นานนักและกลับมาบ้านได้ก่อนคนอื่น แต่สภาพร่างกายภายนอกก็ยังไม่เป็นปกติ  ยังคงต้องมีการทำกายภาพบำบัด เพื่อให้นิ้วมือนิ้วเท้า กลับมาใช้งานได้เหมือนเดิม

อัจฉริยะ พาผู้เสียหายเข้าพบ ผกก.บ้านแพ้ว ติดตามความคืบหน้าและค่าเยียวยาเหตุพลุระเบิดหล่นใส่เด็กเล็กและผู้สูงอายุ

 นางสาวจันทิมา และนางสาวกุสิณี เจริญสุข สองพี่น้องบอกว่า เหตุที่ต้องการให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เข้ามารับผิดชอบเรื่องค่าใช้จ่ายมากกว่าเงิน 27,000 บาทที่ได้มาเมื่อครั้งเกิดเหตุตอนแรกนั้น ก็เพราะการรักษานั้นเป็นไปอย่างต่อเนื่องและยาวนาน อีกทั้งยังต้องมีการฟื้นฟูทั้งสภาพร่างกายและจิตใจด้วย จึงต้องการให้มาช่วยเหลือทางครอบครัวผู้เสียหายมากขึ้น  ส่วนเรื่องของคดีก็อยากจะให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งรัดดำเนินการให้เร็วที่สุด

 ทั้งนี้หลังจากที่นายอัจฉริยะฯ ได้เข้าพบกับผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรบ้านแพ้วแล้ว ก็ได้มีการเรียกผู้เสียหาย และเจ้าของศาลเจ้าคือนายทรงเกียรติ เผือกภู่แก้ว อายุ 37 ปี อยู่บ้านเลขที่ 278 หมู่ที่ 5 ต.ประสาทสิทธิ์ อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี   กับ มือจุดพลุ คือ นางสาวสายัณห์ ปิ่นทอง อายุ 56 ปี อยู่บ้านเลขที่ 112 หมู่ที่ 1 ต.ขุนพิทักษ์ อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี เข้ามาด้วย โดยทั้งสองคนนั้นก็ได้เตรียมเงินเยียวยามามอบให้แก่ครอบครัวผู้เสียหาย รวมกันเป็นจำนวนทั้งสิ้น 78,000 บาท เพื่อเยียวยาผู้ที่ได้รับบาดเจ็บเพิ่มเติมอีก ส่วนในเรื่องของการดำเนินคดีจากทางเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้นก็พร้อมที่จะรับโทษทางกฎหมาย

ซึ่งในส่วนของนายทรงเกียรติฯ เจ้าของศาลเจ้าและเป็นคนเข้าทรงเจ้าด้วยก็บอกว่า การจัดงานดังกล่าวนั้น ตนได้ขออนุญาตทาง ทต.บ้านแพ้วเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยงานประจำปีของศาลเจ้านั้นได้จัดขึ้นมาเป็นปีที่ 4 ซึ่งเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมาก็ไม่เคยมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น จนมาปีนี้ได้มีการจ้างพลุมาจุดเป็นปีแรก ก็ปรากฏว่าเกิดเหตุพลุระเบิดขึ้นเลย ซึ่งตนก็รู้สึกเสียใจและไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้

ขณะที่ทางด้านของนางสาวสายัณห์ฯ มือจุดพลุบอกว่า พลุนี้ตนได้ซื้อมาจากพ่อค้าคนกลางที่จังหวัดสุพรรณบุรีจำนวน 100 ลูก แล้วก็นำไปจุดในงานต่างๆ แต่ก็ไม่เกิดเหตุการณ์อะไร ส่วนที่นำมาจุดในงานนี้มีทั้งหมด 9 ลูก แต่เมื่อจุดไปได้เพียงแค่ 2 ลูกเท่านั้นก็เกิดพลุระเบิดขึ้นจนมีผู้ได้รับบาดเจ็บดังกล่าว

 ทางด้านของนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ บอกว่า หลังจากที่ได้เข้าพบกับผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรบ้านแพ้วแล้วนั้น ก็พบว่าทางเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยได้สั่งการให้ ร.ต.อ.คมสัน พรหมศิริ รองสารวัตรสอบสวนฯ เร่งติดตามผู้ที่เกี่ยวข้องและผู้ที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดมาสอบปากคำ เพื่อดำเนินคดีกับผู้ที่มีส่วนทำให้เกิดเหตุการณ์พลุระเบิดในข้อหากระทำการโดยประมาทและการกระทำนั้นทำให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส ซึ่งขณะนี้พบว่ามีทั้งหมด 4 คนด้วยกัน คือ เจ้าของสถานที่ คนจุดพลุ ผู้ที่รับพลุมาขาย และบริษัทที่นำเข้าพลุจากประเทศจีน โดยทางด้านของเจ้าของสถานที่หรือคนจัดงาน กับ คนจุดพลุ ได้ทำการเยียวยาครอบครัวผู้เสียหายตามฐานะที่จะให้การช่วยเหลือได้แล้ว และทางครอบครัวผู้เสียหายก็ยินยอมที่จะรับเงินในจำนวนดังกล่าวไว้ ส่วนผู้ที่รับพลุมาขาย ซึ่งอยู่ในจังหวัดสุพรรณบุรี กับ บริษัทนำเข้าพลุจากประเทศจีน ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ เบื้องต้นได้มีการยื่นเสนอจำนวนเงินที่เหมาะสมเพื่อให้ทั้ง 2 แห่งเข้ามาดูแลผู้เสียหาย แต่ยังไม่ตอบรับ ดังนั้นก็คงจะต้องยื่นเรื่องฟ้องร้องค่าเสียหายตามกระบวนการทางกฎหมายกันไป ส่วนทางอาญาก็เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จะรวบรวมพยานหลักฐานและดำเนินคดีกับทุกฝ่ายนั่นเอง

นายชูชาติ  / ภาพ   นางสาวชุติมา / ข่าว  ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวทีนิวส์ จังหวัดสมุทรสาคร

 



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

ชูชาต แดพยนต์
HASTAG :