โอ๊คเย้ยครม. เมียปกปิดทรัพย์สินติดคุก-สามีเป็นรมต.แทน แล้วคดีที่ดินฯสามีเซ็น-เมียซื้อล่ะ?

โอ๊คเย้ยครม. เมียปกปิดทรัพย์สินติดคุก-สามีเป็นรมต.แทน แล้วคดีที่ดินฯสามีเซ็น-เมียซื้อล่ะ?

Publish 2019-07-11 08:17:48


จากกรณีเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาแผยแพร่ประกาศ แต่งตั้งรัฐมนตรี เนื้อความว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า ตามที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ตามประกาศลงวันที่ 9 มิถุนายน พุทธศักราช2562 แล้วนั้น

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องด่วน ประกาศราชกิจจาฯแต่งตั้ง รัฐมนตรี



 

บัดนี้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เลือกสรรผู้ที่สมควรดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีเพื่อบริหารราชการแผ่นดินสืบต่อไปแล้ว อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 158 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งรัฐมนตรี ดังต่อไปนี้

 

พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นรองนายกรัฐมนตรี

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เป็นรองนายกรัฐมนตรี

นายวิษณุ เครืองาม เป็นรองนายกรัฐมนตรี

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ เป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

นายเทวัญ ลิปตพัลลภ เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอีกตำแหน่งหนึ่ง

พลเอก ชัยชาญ ช้างมงคล เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม

 

 

 



 

นายอุตตม สาวนายน เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

นายสันติ พร้อมพัฒน์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

นายดอน ปรมัตถ์วินัย เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

นายจุติ ไกรฤกษ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

นายประภัตร โพธสุธน เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

นายถาวร เสนเนียม เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคม

 

 

นายวราวุธ ศิลปอาชา เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์

พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

นายนิพนธ์ บุญญามณี เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

นายทรงศักดิ์ ทองศรี เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

หม่อมราชวงศ์จัตุมงคล โสณกุล เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน

นายอิทธิพล คุณปลื้ม เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม

นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

 

 

คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

นายสาธิต ปิตุเตชะ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

 

 

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ 10 กรกฎาคม พุทธศักราช 2562 เป็นปีที่ 4 ในรัชกาลปัจจุบัน

 

 

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา

นายกรัฐมนตรี

 

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องราชกิจจาแพร่ประกาศโปรดเกล้าครม.ชุดใหม่

 

ต่อมา นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชาย นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านทวีตเตอร์ Oak Panthongtae @oak_ptt ถึง ครม.ชุดใหม่ โดยมีเนื้อหาดังนี้

 

มาตรฐาน #รัฐบาลลุงตู่2

ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง

 

เมียปกปิดทรัพย์สินโดนโทษจำคุก

สามีเป็นรัฐมนตรีแทนได้

 

รมต.คุณสมบัติไม่ผ่าน

ญาติพี่น้องเป็นแทนก็ได้

 

ปากบอกไม่มีโควต้า

ไม่แบ่งเกรดกระทรวง

แต่ #3เดือนตั้งรัฐบาลไม่ได้

 

#ปราบโกง กับ

#พายเรือให้โจรนั่ง

ทำไมมันเหมือนกันจัง..คับลุง!! 

 

 

อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้คือวันที่ 21 ต.ค. 2551 เวลา 14.00 น.องค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สนามหลวง ออกนั่งบัลลังก์ อ่านคำพิพากษา ในคดีทุจริตซื้อขายที่ดินรัชดาภิเษกจำนวน 33 ไร่ มูลค่า 772 ล้านบาท ที่อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา เป็นจำเลยที่ 1-2 ในความผิดฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ร่วมกันเป็นคู่สัญญาหรือมีส่วนได้ส่วนเสียในสัญญาที่ทำกับหน่วยงานของรัฐ ปฎิบัติหน้าที่ในฐานะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งมีอำนาจกำกับ ดูแล ควบคุม ตรวจสอบ หรือดำเนินคดีและเป็นเจ้าพนักงาน และผู้สนับสนุนเจ้าพนักงาน มีหน้าที่จัดการหรือดูแลกิจการใด เข้าไปมีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่นฯ ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พ.ศ.2542 ม.4 , 100 และ 122 ประมวลกฎหมายอาญา ม.33, 83, 86, 91, 152 และ 157 ขอให้ยึดทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดิน

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องยังก่อน-หากอยากกลับแบบเท่ๆ อาจต้องนอนคุก! แม้“ทักษิณ" หนีจนคดีที่ดินรัชดาฯ หมดอายุ แต่ 4 คดีที่เหลือก็เพียงพอ-จับยัดซังเต

 

โดยหลังศาลได้อ่านคำฟ้อง และผลการไต่สวนฝ่ายโจทก์ และ จำเลยแล้ว โดยจำเลยทั้ง 2 ปฎิเสธว่าไม่ได้กระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหา  ทั้งนี้ ในการอ่านคำพิพากษาช่วงแรก ศาลได้วินิจฉัยประเด็นข้อกฎหมายที่ จำเลยทั้ง 2 ยกเป็นข้อต่อสู้ โดยศาลฏีกาได้ชี้ว่า คตส. มีอำนาจในการตรวจสอบและยื่นฟ้องในคดีดังกล่าวได้ พร้อมกับชี้ว่า กองทุนฟื้นฟู ฯ เป็นหน่วยงานรัฐ ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ ที่จะแจ้งความดำเนินคดี ผู้ที่ทำให้กองทุนฟื้นฟูเสียหายได้ ศาลมีมติเป็นเอกฉันท์ ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

 

ขณะเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยกฎหมาย ป.ป.ช. พ.ศ.2542 ม.4 มีอำนาจหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินร่วมกับ รัฐมนตรี อื่น ตามนโยบายที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่ใช้บังอยู่ ส่วนประเด็นข้อต่อสู้ที่ ทางฝ่ายจำเลยแย้งว่า กรณีที่เป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ได้มีอำนาจการสั่งการคณะกรรมการกองทุนฟฟื้นฟูได้ ซึ่งมีพยานเบิกความว่า กรรมการแต่ละคนก็อยู่ใต้กำกับของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลัง ซึ่งมีสิทธิให้คุณให้โทษได้ ทั้งนี้ นายกฯ เป็นหัวหน้าคณะรัฐบาล มีอำนาจควบคุมราชการทั้ง ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น มีอำนาจ สั่งยับยั้ง และสั่งสอบสวน มีอำนาจบังคับบัญชา ทุกตำแหน่ง ในสังกัด ทุกกระทรวง ทบวง กรม ศาลจึงมีมติ 6 ต่อ 3 ชี้ว่า นายกรัฐมนตรี เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ มีอำนาจกำกับและสั่งการกองทุนฟื้นฟูฯ ข้อต่อสู้ของจำเลย ทั้ง 2 มิอาจรับฟังได้

 

 

ประเด็นเรื่องทำให้กองทุนฟื้นฟูได้รับความเสียหายจากการประมูลซื้อขายที่ดินหรือไม่ จำเลยที่ 1 เป็นนายกรัฐมนตรี มีฐานะมั่งคั่ง เป็นบุคคลที่มีอำนาจ บารมี ทางการเมืองสูง การที่มีการประมูลราคาการขายที่ดินดังกล่าวจะได้ราคามากหรือได้น้อย ย่อมมีผลถึงสถานะทางการเงินของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ที่นายกรัฐมนตรี เป็นผู้ดูแลและรับผิดชอบอยู่ ขณะที่จำเลยที่ 2 เป็นภริยาและมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักทั่วไป โดยก่อนมีการประมูลขายที่ดิน ก็ได้มีข่าวแพร่กระจายไปก่อนแล้วว่า ภริยานายกรัฐมนตรีจะร่วมประมูลราคาด้วย และอาจกล่าวได้ว่าค่านิยมของข้าราชการส่วนใหญ่ มักจำยอมต่อผู้มีอำนาจ กระบวนการจัดการประมูลราคาครั้งที่ 2 ที่มีการกำหนดวงเงินมัดจำขั้นต่ำสูงถึง 100 ล้านบาท ทำให้สามารถกันผู้เข้าประมูลให้น้อยลง จึงมีผู้เสนอราคาเพียง 3 ราย ได้แก่ บริษัท แลนด์แอนด์เฮาส์ จำกัด (มหาชน) บริษัท โนเบิล เดเวอร์ล็อปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) และจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 2 เสนอราคาสูงสุด แต่ยังต่ำว่าราคาขั้นต่ำที่เคยกำหนดไว้ในการประมูลครั้งแรก

 

เมื่อพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ผู้ร่วมประมูลทั้ง 2 รายรู้ว่ากำลังเสนอราคาแข่งกับจำเลยที่ 2 ซึ่งผู้ประมูลทั้ง 2 รายรู้ดีว่า ไม่สมควรชนะการประมูลครั้งนี้ จำเลยที่ 2 จึงชนะการประมูล จึงเป็นที่เห็นว่ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินไม่สามารถขายที่ดินทั้ง 4 แปลงได้ประโยชน์เท่าที่ควร จึงถือเป็นการขัดกันของผลประโยชน์ส่วนตนและส่วนรวมโดยชัดเจน ซึ่งต้องห้ามไม่กระทำตามมาตรา 100 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ. 2542

 

การที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นภริยาของจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาซื้อขายที่ดิน จึงถือว่าเป็นการกระทำของจำเลยที่ 1 ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มาตรา 100 วรรค 3 ส่วนที่จำเลยที่ 1 ทำอ้างว่าการลงนามยินยอมให้จำเลยที่ 2 ทำสัญญาซื้อขายเป็นเพียงการปฏิบัติตามระเบียบราชการนั้น เมื่อจำเลยไม่มีพยานหลักฐานยืนยันพิสูจน์ว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้รู้เห็นยินยอมด้วย องค์คณะผู้พิพากษาจึงมีมติ 5 ต่อ 4 ว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐที่กระทำฝ่าฝืน มาตรา 100 อนุ 1 ซึ่งต้องรับโทษตามมาตรา 122 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ข้อต่อสู้ของ จำเลยทั้ง 2 ฟังไม่ขึ้น

 

 

องค์คณะผู้พิพากษาพิเคราะห์แล้วเห็นว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้มีอำนาจในการกำกับดูแลกองทุนเพื้อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน เมื่อจำเลยที่ 2 เป็นคู่สมรสของจำเลยที่ 1 การซื้อขาย ที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 2 กับกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินจึงเป็นเรื่องผลประโยชน์ส่วนบุคคลขัดแย้งผลประโยชน์ส่วนรวม ซึ่งต้องห้ามมิให้กระทำ จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2552 มาตรา 100(1) ต้องรับโทษตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 122 วรรคหนึ่ง

 

ส่วนจำเลยที่ 2 นั้น มาตรา 100 เป็นบทบัญญัติให้การกระทำเป็นความผิดเนื่องจากผู้กระทำเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ทั้งยังบัญญัติให้การกระทำของคู่สมรสของเจ้าหน้าที่ของรัฐถึงเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐเอง แต่มาตรา 122 ซึ่งเป็นบทกำหนดโทษของผู้ฝ่าฝืนมาตรา 100 ระบุไว้ชัดเจนว่า ให้ลงโทษแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐที่ฝ่าฝืนมาตรา 100 ไม่ได้ระบุให้ลงโทษรวมไปถึงคู่สมรสหรือบุคคลอื่นด้วย จำเลยที่ 2 จึงไม่มีความผิด และไม่ต้องร่วมรับโทษตามมาตรา 122 กับจำเลยที่ 1

 

สำหรับความผิดตามประมวลกฏหมายอาญา มาตรา 152 และมาตรา 157 เมื่อจำเลยที่ 1 มีความผิดเพราะถือว่า การดำเนินกิจการประมูลซื้อขายที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ เป็นการดำเนินกิจการของจำเลยที่ 1 ด้วยฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและเป็นคู่สมรสของจำเลยที่ 2 ความผิดของจำเลยที่ 1 จึงหาใช่เพราะเป็นเจ้าพนักงานมี หน้าที่จัดการ หรือดูแลกิจการใด เข้ามีส่วนได้เสียเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่นเนื่องด้วยกิจการนั้นตามบทบัญญัติของมาตรา 152 หรือเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามมาตรา 157

 

การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าว และจำเลยที่ 2 ย่อมไม่มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำของจำเลยที่ 1 ด้วย

 

 

ส่วนคำขอให้ริบทรัพย์นั้น การที่จำเลยที่ 2 ร่วมประมูลราคาและทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทนั้นหาได้เป็นความผิดในตัวเองไม่ เหตุที่เป็นความผิดสืบเนื่องจากฐานะของจำเลยที่ 1 ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐที่กฎหมายห้ามมิให้กระทำสัญญาหรือมีส่วนได้เสียกับหน่วยงานของรัฐเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 มีความผิดและต้องรับโทษในความผิดดังกล่าวที่ดินพิพาทจึงไม่ใช่ทรัพย์ที่จำเลยทั้งสองได้มาจากการกระทำความผิด ส่วนเงินที่จำเลยที่ 2 ชำระราคาที่ดินพิพาทไม่ใช่ทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดโดยตรงทรัพย์ทั้งสองอย่างจึงไม่ใช่ทรัพย์อันพึงริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) และ (2)

 

ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้รับมอบหมายไว้วางใจให้บริหารราชการแผ่นดินเพื่อประโยชน์สูงสุดแก่ทางราชการและประชาชนแต่จำเลยที่ 1 กลับฝ่าฝืนบทบัญญัติของกฎหมายทั้งที่จำเลยที่ 1 เป็นหัวหน้ารัฐบาลต้องกระทำตัวให้เป็นแบบอย่างที่ดี ต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ประพฤติตนในสิ่งที่ดีงามตามจริยธรรมของนักการเมืองให้เหมาะสมกับที่ได้รับการไว้วางใจในตำแหน่งหน้าที่อันสำคัญยิ่ง จึงไม่สมควรรอการลงโทษ และพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 100(1) วรรคสาม และมาตรา 122 วรรคหนึ่ง ให้ลงโทษจำคุก 2 ปี ส่วนความผิดฐานอื่นและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก และยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2

เนื่องจากจำเลยที่ 1 หลบหนีไม่มาฟังคำพิพากษา ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจึงมีคำสั่งให้ออกหมายจับจำเลยที่ 1 เพื่อมาปฏิบัติตามคำพิพากษาต่อไป ส่วนจำเลยที่ 2 พิพากษายกฟ้อง จึงให้เพิกถอนหมายจับจำเลยที่ 2 เฉพาะคดีนี้

 


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

ติดตามข่าวการเมือง

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

กองบรรณาธิการข่าวการเมือง
ข่าววันนี้ โดยสำนักข่าวทีนิวส์