บทความพิเศษ : กษัตริย์นิยม​ กับ​ ปฏิกษัตริย์นิยม​ ในความคิดของนักวิชาการฝ่ายสนับสนุนประชาธิปไตย โดย ดร.เวทิน​ ชาติกุล

บทความพิเศษ : กษัตริย์นิยม​ กับ​ ปฏิกษัตริย์นิยม​ ในความคิดของนักวิชาการฝ่ายสนับสนุนประชาธิปไตย โดย ดร.เวทิน​ ชาติกุล

Publish 2019-06-18 12:31:48


ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาคำว่า​ความคิด​ "ปฏิกษัตริย์นิยม" (Anti-Royalism)​ มีการพูดถึงกันบ่อยขึ้น​ หลายคนอาจจะแปลกๆกับคำคำนี้​ เพราะที่ผ่านมานั้น​ เราจะได้ยินแต่คำว่า​ "กษัตริย์นิยม" (Royalism)​ ซึ่งเป็นคำที่ฝ่ายหัวก้าวหน้า​ ประชาธิปไตยนิยม​ใช้เรียกกลุ่มอำนาจฝ่ายตรงข้าม

บ้างก็พูดกันไปเลยเถิดว่า​ "ปฏิกษัตริย์นิยม" คือนิยามใหม่ของ​ "ขบวนการล้มเจ้า" ซึ่งดูๆจากนิยามของคำว่า​ "ปฏิกษัตริย์นิยม" แล้ว

1*.​ ยังไม่ไปไกลถึงขั้น​ "ล้มล้าง" แต่ถ้าเป็น​ "ล้มเลิก" นั้นไม่แน่
2*.​ และคงไม่ถึงขั้นจะเปลี่ยนแปลงการปกครอง​เป็นระบอบสังคมนิยม​ ส่วนมากก็ยังต้องการเป็นเสรีนิยมประชาธิปไตย​ เพียงแต่ต้องการปรับเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจเสียใหม่​โดยเฉพาะในส่วนของสถาบันพระมหากษัตริย์ (เข้าใจว่ามีโมเดลประเทศในยุโรป​เป็นแนว)​
(* เฉพาะแนวคิดที่เปิดเผยสู่สาธารณะ)​

 



"ปฏิกษัตริย์นิยม" คืออะไร? ง่ายที่สุดก็คงต้องบอกว่าก็คืออะไรที่ตรงข้ามกับ​ "กษัตริย์นิยม" ซึ่งเป็นคำนิยามที่ฝ่ายประชาธิปไตยใช้เป็น "ฉลากตรา" มานานแล้ว.เช่น

วิทยานิพนธ์​ปริญญาเอกรัฐศาสตร์(จุฬาฯ)​ของ​ ณัฐพล​ จริงใจ.​ (2552) เรื่อง​ "การเมืองไทยสมัยรัฐบาลจอมพล.ป.พิบูลสงคราม​" ที่ได้เอ่ยถึงนิยามไว้อย่างชัดเจน​ กล่าวคืิ​อ

สถาบันกษัตริย์: (ในที่นี้)​ ‘สถาบันกษัตริย์’ หมายถึง กลุ่มบุคคลต่างๆที่อยู่ภายในแวดวงของราชสำนัก เช่น ผู้สำเร็จราชการแทนพระมหากษัตริย์​ หรือ​ อภิรัชมนตรี​ หรือ​ คณะองคมนตรี​ หรือ​ พระราชวงศ์

และกลุ่มรอยัลลิสต์​ (กษัตริย์นิยม​ -​ royalists)​: 
ส่วนกลุ่มรอยัลลีสต์​ หมายถึง​ นักการเมือง​ หรือข้าราชการทั้งหลายหรือพลเรือน​ ซึ่งเป็นกลุ่มบุคคลที่มีความจงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์​ พวกเขาต้องการสนับสนุนให้สถาบันกษัตริย์และพวกตนมีอำนาจเหนือกลุ่มการเมืองอื่นๆ(ในขณะนั้น)​

ในวิทยานิพนธ์ของณัฐพลกลุ่มรอยัลลิสต์​เห็น​ "กลุ่มปรีดี" และ​ "กลุ่ม​จอมพล.ป" เป็น​ภัยต่อความมั่นคงทางการเมือง​ และ​ มีความชอบธรรมทางการเมืองในฐานะเป็นส่วนหนึ่งหรือมีส่วนเกี่ยวข้องทั้งทางตรงหรือทางอ้อมในการสนับสนุนสถาบันพระมหากษัตริย์ทางการเมือง​ แม้จะยังไม่มีอำนาจทางการเมืองหรือการทหารโดยตรง

จะบอกว่า​" กษัตริย์นิยม" จะหมายถึงกลุ่มการเมืองในช่วงสมัยจอมพล.ป.​อยู่ในอำนาจก็คงไม่ใช่ทั้งหมด​ เพราะ​คำคำนี้ยังถูกใช้มาจนถึงปี​ 2554-2555​ เช่น

​บทความเรื่อง​ "สังคมไทยในยุคกษัตริย์นิยมล้นเกิน" ของ​ ธงชัย​ วินิจจะกูล​ (2011(2554))​ (มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน)​ (เผยแพร่ใน​ เว็บไซด์​ VoiceTV​) (ธงชัยเป็นแกนนำนักศึกษายุค​ 6​ ตุลาฯ​ เป็นนักวิชาการสำคัญของ​เครือข่าย​ "ฟ้าเดียวกัน" ของธนาธร)​

บทความเรื่อง​ "เสรีภาพใต้ระบอบกษัตริย์นิยมแบบไทยๆ" ของ​ ยุกติ​ มุกดาวิจิตร​ (2555)​ (ธรรมศาสตร์​(ปัจจุบัน), มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน​ (ปริญญาเอก)​ (เผยแพร่ในเว็บไซด์​ ประชาไท​)

กษัตริย์นิยมล้นเกิน​ หรือ​ กษัตริย์นิยมแบบไทยๆ​ อาจจะสอดรับกับความคิดของปิยบุตร​ แสงกนกกุล​ (2554) ที่ว่า​

"...สถาบันกษัตริย์จำเป็นต้องปรับตัวให้อยู่ได้กับประชาธิปไตย โดยแยกการใช้อำนาจจากรัฐให้เป็นเพียงหน่วยทางการเมืองหน่วยหนึ่ง

ซึ่งทำให้กษัตริย์ไม่สามารถใช้อำนาจใด ๆ ผ่านรัฐได้อีกต่อไป

 

 



 

นั่นหมายถึงการไม่อนุญาตให้กษัตริย์สามารถทำอะไรเองได้ เนื่องจากผู้ที่รับผิดชอบคือผู้สนองพระบรมราชโองการ รวมถึงการไม่อนุญาตให้กษัตริย์แสดงพระราชดำรัสสดต่อสาธารณะ และต้องสาบานต่อรัฐสภาในฐานะประมุขว่าจะพิทักษ์รักษารัฐธรรมนูญ​..."

หรือ​ หนังสือ ‘นี่คือ​ ปณิธาน​ ที่หาญมุ่ง ข้อถกเถียงว่าด้วยสถาบันพระมหากษัตริย์ในองค์กรจัดทำรัฐธรรมนูญของไทย ตั้งแต่ พ.ศ.2475-2550’ โดย​สมชาย ปรีชาศิลปกุล​ (2562) (มหาวิทยาลัยเชียงใหม่)​ (ตีพิมพ์โดย​ ฟ้าเดียวกัน)​ (สมชายเป็น1​ใน​69​ นักวิชาการที่ออกแุถลงการณ์ปกป้องปิยบุตรและพรรคอนาคตใหม่​ และลงชื่อคัดค้านม.112)​

"...ถ้าเข้าไปดูการเมืองไทยในแง่รัฐธรรมนูญจะพบว่า บทบาทของสถาบันกษัตริย์มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างสำคัญ และบางครั้งในแง่ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นมันทำให้เราตั้งคำถามได้เยอะแยะ เช่น หลังรัฐประหาร คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกประกาศฉบับที่ 5/2557 ให้รัฐธรรมนูญสิ้นสุดลง ยกเว้นหมวด 2 หมวดพระมหากษัตริย์ ในแง่นิติศาสตร์ก็เป็นคำถามได้ว่า คุณฉีกรัฐธรรมนูญแล้ว แต่ยกเว้นหมวดนี้ ในทางนิติศาสตร์เป็นไปได้หรือ น่าตั้งคำถามว่าประกาศฉบับนี้สะท้อนให้เห็นถึงพลังอำนาจเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ที่อยู่ในสมองของคนที่มีบทบาทหรืออำนาจทางการเมืองว่าคิดอย่างไร..."

"...ประเด็นพื้นฐาน(ของหนังสือ)​คือการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 เป็นการเปลี่ยนสู่ระบอบใหม่ จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ พระมหากษัตริย์เป็นผู้มีอำนาจสูงสุด แต่พอเปลี่ยนแล้ว สถาบันกษัตริย์ยังคงอยู่ จึงเป็นภาวะที่มีระบอบใหม่และยังมีสถาบันตามจารีตอยู่ คำถามคือแล้วมันจะผสมกันได้อย่างไร การปรับเปลี่ยนสู่ระบอบประชาธิปไตยที่คงสถาบันตามจารีตอยู่ทำให้การเขียนรัฐธรรมนูญแต่ละครั้ง ไม่ใช่เรื่องของ 2 ฝ่ายที่เป็นฝ่ายระบอบใหม่เพียงอย่างเดียว

แต่หมายถึงฝ่ายที่มีอุดมการณ์หรือความเข้าใจต่อสถาบันกษัตริย์ไม่เหมือนกันก็ยังสามารถแสดงความเห็นได้..." (สมชาย ปรีชาศิลปกุล(2562)."การจัดวางสถาบันกษัตริย์ในรัฐธรรมนูญไทย": ประชาไท)​

ซึ่งน่าสนใจว่า​ เป็นความล้มเหลวของคณะราษฏร์ตั้งแต่ปี​ 2475​ เรื่อยมา​ในภารกิจการสถาปนาระบอบใหม่​หรือไม่​ ที่ทำให้ธนาธร​ จึงรุ่งเรืองกิจพูดถึง​ การสืบสานภารกิจของคณะราษฏร์​ที่กลายเป็นประเด็นใหญ่โต รวมถึงคำสัมภาษณ์ของเขาในหนังสือ "Portrait ธนาธร" (2018)​ ที่บอกว่า​ ต้องการมีอำนาจเพื่อ "ต่อรอง" กับ​ xxx

"...ให้ ××× เรียกธนาธรไป ×××"

"นี่ต่างหากคือเป้าหมาย ถ้าจัดการเรื่องนี้ไม่ได้ เอาทหารออกจากการเมืองไม่ได้ จัดการเรื่องศาลไม่ได้หรอก จัดการเหี้ยห่าอะไรไม่ได้..."

ความคิดเหล่านี้​มีรากฐานจากหนึ่งในข้อถกเถียงเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์​ที่สมชาย​ยกขึ้นมา (มี​ 6​ ข้อ)​ แต่ข้อที่สำคัญก็คือ​ อำนาจอธิปไตยเป็นของราษฏรหรือปวงชนชาวไทย

"...อำนาจอธิปไตยเป็นของราษฎรทั้งหลาย เป็นข้อถกเถียงใหญ่ เวลาเถียงเรื่องนี้กับตำแหน่งแห่งที่ของสถาบันกษัตริย์เป็นข้อถกเถียงใหญ่ในช่วงต้นๆ เมื่อเราคิดถึงว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทยแล้ว สถาบันกษัตริย์จะถูกจัดวางอย่างไรท่ามกลางความคิดเห็นของผู้คน..."

เป็นธนาธร​ ที่พูดไว้ครั้งหนึ่งในเรื่องนี้ว่า​ "...ถึงวันนี้​ อำนาจนั้นยังไม่ถึงมือประชาชน..." และตัวเขาจำเป็นต้องสานต่อภารกิจเพื่อให้อำนาจถึงมือประชาชน

ตรงนี้น่าสนใจมาก​ ประเด็นก็คือ​เป็น​ สมชาย​ ที่พูดออกมาเองถึงการดำรงอยู่ของ​ "ฝ่ายที่มีอุดมการณ์หรือความเข้าใจต่อสถาบันกษัตริย์ไม่เหมือนกัน"

ถ้า ธงชัย​ หรือ​ ยุกติ​ (ที่เป็นนักวิชาการในเครือข่ายเดียวกับ​ สมชาย​ และ​ ปิยบุตร)​ เรียกกลุ่มหรือส่วนสังคมหนึ่งว่า​ "กษัตริย์นิยม" (ตามอย่างที่​ ณัฐพล​ เรียกกลุ่มนักการเมือง(สายอนุรักษ์ในช่วงสมัยจอมพล.ป)​

และเหมือนกระจกมองสะท้อนกลับไป​ นักวิชาการกลุ่มนี้เองก็น่าจะมีความคิดที่ต่างออกไปเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์​ และเป็นความเข้าใจตำแหน่งแห่งที่และความสำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์ที่ย่อมตรงข้ามกับฝ่ายที่พวกเขาเรียกว่า​ "กษัตริย์นิยม"

ซึ่งก็คือ​ "ปฏิกษัตริย์นิยม"

กษัตริย์นิยม​ กับ ปฏิกษัตริย์นิยมก็คือ

thesis and anti-thesis ของกันและกันนั่นเอง

การแลไปข้างหน้าแห่งอนาคตของการเมืองไทย คือต้องหาทาง synthesis สองขั้วความคิดที่แตกต่างกันให้ลงตัวอย่างบูรณาการได้อย่างไร

 


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

ติดตามข่าวการเมือง

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

กองบรรณาธิการข่าวการเมือง
ข่าวด่วน โดยสำนักข่าวทีนิวส์

ติดตามข่าวอื่นๆ