จับทิศทาง3ป. แฉมือปล่อยข่าวสกัด คนตัดสินใจคือบิ๊กตู่???

จับทิศทาง3ป. แฉมือปล่อยข่าวสกัด คนตัดสินใจคือบิ๊กตู่???

Publish 2019-05-14 17:24:17


เรื่องนี้ต้องบอกว่า ให้เริ่มจากกรณี พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ลาออกจากรัฐมนตรีไปเป็นสมาชิกวุฒิสภา พร้อมๆกับรัฐมนตรีอีก 15 คน โดยในวันนั้น บิ๊กตู่ พลเอกประยุทธ์ ได้ถ่ายรูปร่วมกับรัฐมนตรี15คน เป็นที่ระลึก อันมีบิ๊กป้อม พล.อ. ประวิตร นายวิษณุ รวมทั้ง นายสมคิด ทำให้คณะรัฐมนตรีทั้งหมด 32 คนยังคงเหลือ 17 ซึ่งหนึ่งในนี้คือ บิ๊กป๊อกพล.อ.อนุพงษ์ ด้วย นี่เองทำให้กระแสเสียงถูกพูดออกมาในทิศทางเดียวกัน นั่นคือ ทั้ง4คนยังคงอยู่ทำงานกับบิ๊กตู่ในรัฐบาลหน้าด้วย และก็เกิดคำถามว่าทำไมทั้งสี่ยังคงอยู่ โดยเฉพาะอย่ายิ่ง3พี่น้อง3ป.แห่งบูรพาพยัคฆ์ และจึงเป็นที่น่าสังเกตว่าหลังจากนั้นก็เกิดกระแสข่าวถูกปล่อยออกมาแทบรายวันถึงเสียงยี้บิ๊กป้อม-บิ๊กป๊อก ที่น่าสนใจข่าวที่ถูกปล่อยมาจากพรรคพลังประชารัฐ?!?!



 

ตามรอยที่มาที่ไปเรื่องนี้ออกมาเมื่อวันที่ 10 พ.ค.2562 โดยสื่อได้แหล่งข่าวคนในพรรคพลังประชารัฐ ที่ระบุว่า ขณะนี้ พบเงื่อนไขใหม่ที่ทำให้พรรคการเมืองต่างๆ ยังลังเลไม่ตอบรับการร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐ คือ ยอมรับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี และเป็นหัวหน้าคณะรัฐมนตรีเพียงคนเดียวเท่านั้น เพราะมาจากการเลือกตั้งตามระบบรัฐธรรมนูญ พร้อมปฏิเสธ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม  พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และบุคคลอื่นๆที่มาจากคสช. ที่จะเข้ามานั่งในคณะรัฐมนตรี เพราะเป็นการย้ำภาพการสืบทอดอำนาจอย่างชัดเจน

 

 

 



 

“โดยเฉพาะพล.อ.ประวิตร ถือเป็นจุดอ่อนทั้งปมปัญหาในอดีต มาถึงปัจจุบัน ที่สังคมไม่ยอมรับ โดยเฉพาะสถานการณ์ล่าสุดในการสรรหา ส.ว.จำนวน 250 คน เกิดกระแสต่อต้าน พล.อ.ประยุทธ์ และพล.อ.ประวิตร แรงขึ้นเรื่อยๆ เพราะใช้ระบบพวกพ้องที่นำบุคคลใน คสช. รัฐมนตรี สนช. สปท. สปช. รวมทั้งระบบพี่ตั้งน้องมาเป็น ส.ว.สรรหา สืบทอดอำนาจ 5 ปี โดยไม่ผ่านการเลือกตั้ง”   

 

นี่คือข่าวที่ถูกปล่อยออกมาจากคนในพรรคพลังประชารัฐ หากจะถามว่าเป็นใคร กลุ่มไหน ทำเพื่ออะไร ย่อมเป็นคำถามที่ตอบยากอยู่พอสมควร เพราะเป็นที่รับทราบกันว่าภายในพรรคแห่งนี้ประกอบไปด้วยคนหลายกลุ่มที่ถูกดูดเข้ามา ที่เป็นแกนหลักเป็นที่รู้จักก็คือ กลุ่มสามมิตรของนายสมศักดิ์ เทพสุทิน นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และถ้าจะถามว่าเป็นฝีมือของใครนั่นยิ่งตอบยากมาก แต่หากจะถามใหม่ว่า เพื่ออะไร อันนี้น่าพอจะคาดเดาได้บ้างว่า ปล่อยข่าวออกมาเพื่อวัตถุประสงค์ใด???

 

 

ก่อนอื่นต้องยอมรับกันก่อนว่า การเมืองเป็นเรื่องของอำนาจ และเมื่อเข้ามาแล้วย่อมต้องการตำแหน่ง เก้าอี้ แต่สำหรับตำแหน่งและเก้าอี้นั้นมีน้อยในขณะมีผู้ต้องการมากกว่า จึงจะเป็นไปได้หรือไม่ ที่คนปล่อยข่าวนี้เพียงเพื่อหวังสกัด2พี่น้องบิ๊กป้อมและบิ๊กป๊อก เพราะถ้าสองคนนี้เดินตามพลเอกประยุทธ์เข้ามาในครม.ชุดใหม่ นั่นก็หมายความว่า จะต้องใช้โควตาของพรรคพลังประชารัฐเป็นแน่ ในขณะที่พรรคเองก็ต้องจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรีไปให้พรรคร่วมด้วย ฉะนั้นหากพล.อ.ประวิตร และพล.อ.อนุพงษ์ เข้ามาก็ย่อมประหนึ่งว่าแย่งสัดส่วนของพลังประชารัฐไป ดังนั้นจึงต้องปล่อยข่าวออกมาโดยอ้างพรรคร่วม!?!

 

นอกจากนี้ในการลาออกของบรรดารัฐมนตรีเพื่อไปนั่งสว.อย่าลืมว่าสองรองนายกรัฐมนตรี ทั้งนายวิษณุ เครืองามและนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ไม่ได้ลาออกด้วย นี่เองจึงเกิดคำถามพ่วงมาอีก ว่า บิ๊กตู่จะพาสองกูรูด้านกฏหมายและเศรษฐกิจเข้ามานั่งรัฐมนตรีในรัฐบาลใหม่ด้วยหรือไม่ ซึ่งถ้าใช่!!! ก็เท่ากับว่า นอกจากตัวบิ๊กตู่แล้วยังอีก4รัฐมนตรี หรือ4เก้าอี้ที่พรรคพลังประชารัฐอาจต้องสูญเสียเฉลี่ยไปให้ ดังนั้นจึงมีกระแสข่าวที่ถูกปล่อยออกมาอย่างต่อเนื่องไม่เว้นแต่ละวัน เพราะถ้ามีเพียงนายกรัฐมนตรีเพียงตำแหน่งเดียวทางพลังประชารัฐก็จะมีโควต้าที่เพิ่มขึ้นด้วย โดยไม่ต้องเกลี่ยไปให้ใครที่ไม่ได้อยู่ในพรรค 

 

 

กระนั้นแม้ต่อมา นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ จะออกมากล่าวถึงการตั้งเงื่อนไขต่อรองจัดตั้งรัฐบาลจากพรรคการเมืองและนักการเมืองว่า ไม่ควรมีชื่อของ พล.อ.ประวิตร  และพล.อ.อนุพงษ์ ในคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ว่า ข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริง ขณะนี้มีการพูดคุยกันเรื่องการมาร่วมกันเดินหน้าประเทศ ยังไม่มีการพูดเรื่องตำแหน่งทางการเมืองใดๆทั้งสิ้น เพราะจะต้องรอความพร้อมของทุกพรรคที่จะมาหารือกันอย่างเป็นทางการ เท่าที่ได้มีโอกาสได้พบปะกับนักการเมือง ไม่มีใครตั้งเงื่อนไขนี้ และในขณะที่เคยร่วมงานกับทั้งพล.อ.ประวิตร และพล.อ.อนุพงษ์ ทั้งสองก็มีความตั้งใจและผลงานในการทำงานเพื่อแก้ปัญหาให้กับประเทศอย่างแท้จริง

 

“ต้องยอมรับว่า ที่ประเทศสงบเรียบร้อยมา 5ปี ที่ผ่านมาทั้งสองท่านมีบทบาทช่วยงานพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช.อย่างมากในการทำงานเพื่อประเทศ โดยเฉพาะในงานด้านความมั่นคง และอื่นๆ อาทิ การแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบและสิทธิที่ทำกินของประชาชน การพัฒนาสร้างอาชีพในชุมชน นอกจากนั้นยังมีบทบาทในการเจรจาและ แก้ปัญหาประมงไทยจนสหภาพยุโรป ปลดเงื่อนไขต่างๆที่จะห้ามนำสินค้าประมงไทยเข้าไปขายในตลาดยุโรป นับว่าได้ช่วยแก้ไขปัญหาให้กับประเทศเป็นอย่างมาก” นี่คือเสียงยืนยันจากนายอุตตม แต่ต้องย้ำว่าภายในพรรคพลังประชารัฐมีหลายกลุ่มก้อน เมื่อได้รับการเลือกตั้งเข้ามาในแต่ละก๊กย่อมมีอำนาจต่อรองมีสิทธิ์ได้ตำแหน่ง ย่อมไม่อยากเสียสัดส่วนโควต้าไปให้คนอื่นภายนอกพรรคแน่

 

 

กระนั้นหากมาดูจำนวนส.ส.ที่พรรคพลังประชารัฐได้รวมกับพรรคร่วมอื่นๆที่จะเข้ามาร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล แน่นอนเรื่องนี้เป็นธรรมดาที่จะต้องมีการแบ่งโควต้ารัฐมนตรีในครม.ให้แต่ละคน ซึ่งถ้าสมมุตินำตัวเลขพรรครัฐบาลรวมกันทั้งหมดได้ 270 เสียง โดยมีบรรดางูเห่าก็ยอมหนุนโหวตให้ฝั่งนี้ แต่กับเก้าอี้รัฐมนตรีที่มีเพียง35ตัว ก็ต้องมีการเฉลี่ยกันไป ประมาณว่า จำนวนส.ส. 7.7คนต่อ1เก้าอี้รัฐมนตรี โดยเฉพาะพรรคพลังประชารัฐที่หากได้ 116 เสียง ก็จะมีโควตารัฐมนตรีให้ประมาณ 15 ตัวแล้วต้องแบ่งไปให้4คนที่จะตามพลเอกประยุทธ์เข้ามาไม่ว่าจะเป็น พลเอกประวิตร นายวิษณุ พลเอกอนุพงษ์และนายสมคิด นั่นก็จะทำให้โควต้าของพลังประชารัฐหายไปทันที4ที่นั่ง เหลือเพียง 11ที่นั่ง

 

คำถามคือจำนวน 11 เก้าอี้ของพรรคพลังประชารัฐที่ประกอบด้วยหลายกลุ่มซึ่งมีจำนวนส.ส.อยู่ในมือจะพียงพอหรือไม่  นี่ย่อมจะตอบได้ว่า อาจไม่เพียงพอแล้วถามว่าจะต้องทำอย่างไร ซึ่งคำตอบก็ปรากฏออกมาแล้วก่อนหน้านี้นั่นก็คือ การปล่อยข่าวสกัดบิ๊กป้อมและบิ๊กป๊อกนั่นเอง!!!

 

 

กระทั่งวันนี้ก็ยังไม่รู้ถึงอนาคตของสองพี่น้อง รวมทั้งนายวิษณุและนายสมคิด แต่ถ้าจับเอาสัญญาณวันนี้ที่พลเอกประวิตร ได้กล่าวกับสื่อทำเนียบก่อนประชุมครม. เมื่อถามย้ำว่าจะทำงานทางการเมืองต่อด้วยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมต่ออีกสมัยหรือไม่ โดยพลเอกประวิตร ตอบว่าไม่รู้ เพราะขณะนี้ยังไม่ได้ถูกทาบทาม พร้อมๆกับการยืนยันไม่มีปัญหาสุขภาพ  ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตุว่าตลอด 2 นาทีที่พลเอกประวิตรให้สัมภาษณ์ มีสีหน้ายิ้มแย้มอารมณ์ดีและตอบทุกคำถาม

 

นั่นแค่จับเอาจากท่าทีวันนี้ของพี่ใหญ่เท่านั้น เพราะจนถึงนาทีนี้ยังไม่อาจสรุปได้ว่าจะอยู่หรือจะไป แต่ทั้งหลายทั้งปวงแล้ว อยากฝากเป็นข้อยึดหลักไว้ว่า ในความเป็นจริงนั้น ผู้ที่จะคอยดูแลจัดการเรื่องตำแหน่งรัฐมนตรี ย่อมเป็นตัวนายกรัฐมนตรี นั่นคือ พล.อ.ประยุทธ์ เพราะเป็นผู้บริหารประเทศ กุมสภาพรัฐบาล ดังนั้นจึงต้องรอคนนี้เพียงคนเดียวเท่านั้น ที่จะเป็นผู้ชี้ขาดว่า พี่ใหญ่และพี่กลาง รวมทั้ง2รองนายกฯจะยังมีชื่อติดอยู่ในรัฐบาลหน้าหรือไม่???

 

 

 

 

 


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

ติดตามข่าวการเมือง

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

กองบรรณาธิการข่าวการเมือง
ข่าวด่วน โดยสำนักข่าวทีนิวส์