ชำแหละความเป็นไปได้ทางการเมืองของ อนุทิน หลังปฏิเสธเก้าอี้นายกฯ คาดตบเท้าร่วม พปชร. จับตา พท. ฝันสลาย!?

ชำแหละความเป็นไปได้ทางการเมืองของ "อนุทิน" หลังปฏิเสธเก้าอี้นายกฯ คาดตบเท้าร่วม "พปชร." จับตา "พท." ฝันสลาย!?

Publish 2019-05-01 10:14:16


เรียกได้ว่ายิ่งการประกาศผลคะแนนการเลือกตั้ง ตามหมายกำหนดของ กกต. คือวันที่ 9 พ.ค ใกล้เข้ามาเท่าใด  จากความคลุมเครือของบุคคลทางการเมืองที่อุบไต๋ โดยเฉพาะพรรคที่มีสถานะก้ำกึ่งเป็นตัวแปรในสนามการเมือง ก็เริ่มปรากฏความชัดเจนมากขึ้น  โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทย ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล หรือ เสี่ยหนูเป็นผู้กุมบังเหียน ในห้วงโมงยามที่การเมืองไทยแบ่งเป็นสองขั้วอย่างชัดเจน

 

 

ด้วยนับแต่การเลือกตั้งในวันที่ 24 มี.ค. ผ่านพ้นปรากฏคะแนนอย่างไม่เป็นทางการระบุว่า ว่าพรรคที่ได้คะแนนเสียงและจำนวน ส.ส. อันดับ1 และ 2 คือ พรรคเพื่อไทยและ พลังประชารัฐ ที่ต่างประกาศชัยชนะจาก ส.ส.แบ่งเขต และคะแนนเสียง ส.ส.ปารตี้ลิสต์ เพื่อช่วงชิงการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก

 

แต่ไม่ว่าพรรคการเมืองใดจะได้จัดตั้งรัฐบาล พรรคภูมิใจไทย ก็ถือเป็นตัวแปรสำคัญในการพลิกเกม การจัดตั้งรัฐบาลใหม่  จึงเป็นเหตุผลที่ถนนการเมืองไทยบ่ายหน้าเข้าหาผู้ชายที่เนื้อหอมมากที่สุดในตอนนี้ คือนายอนุทินไปโดยปริยาย ทั้งยังมีการแสดงออกที่เริ่มชัดเจนมากขึ้นว่า "เข้าได้กับทุกพรรครัฐบาล"  และอาจก้าวสู่ตำแหน่ง "นายกรัฐมนตรี" แม้จำนวน ส.ส.ในมือมีไม่มากเท่าแกนนำ 2 พรรคใหญ่ แต่การตัดสินใจเข้าร่วมกับฝ่ายใด ฝ่ายนั้นคือผู้กำชัยในฐานะรัฐบาลใหม่ทันที

 

 

อย่างไรก็ตามเพื่อความชัดเจนมากขึ้น ตามตัวเลขประมาณการโดยคร่าวๆ นั้นสรุปในเบื้องต้นได้ว่า ฝ่ายที่อวดอ้างว่าอยู่ฟากฝั่งประชาธิปไตยโดยมีพรรคเพื่อไทยเป็นหัวเรือ ประกอบไปด้วย พรรคเพื่อไทย ,พรรคอนาคตใหม่ ,พรรคเสรีรวมไทย ,พรรคประชาชาติ ,พรรคเพื่อชาติ และพรรคพลังปวงชน รวมได้ทั้งสิ้น 240 เก้าอี้ ส.ส.

 



ขณะที่ปีกอันมีพรรคพลังประชารัฐเป็นหัวเรือ ประกอบไปด้วย พรรคพลังประชารัฐ ,พรรคชาติไทยพัฒนา ,พรรครวมพลังประชาชาติไทย ,พรรคชาติพัฒนา ,พรรคพลังท้องถิ่นไทย และพรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย โดยที่มีสัญญาณบางประการส่งมาจากพรรคประชาธิปัตย์ว่าอาจพร้อมที่จะร่วมจัดตั้งรัฐบาล นั่นหมายถึงว่า

ทางปีกของพรรคพลังประชารัฐจะขยับขยายเก้าอี้ได้ถึง 195 แต่หากมีพรรคภูมิใจไทยผนึกกำลังร่วมจะสามารถรวมเก้าอี้ได้ถึง 246 และนั่นหมายถึงว่า ฝากฟั่งของพรรคเพื่อไทยนั้นจะชวดความหวังที่จะได้จัดตั้งรัฐบาลไปในที่สุด

 

 

 

หากทั้งนี้ต้องไม่ลืมว่าเกมการเมืองคือศิลปะของการเจรจาต่อรอง จึงมีความเป็นไปได้ว่าความเนื้อหอมของนายอนุทิน ที่มีเก้าอี้ ส.ส. ในมือถึง 51 ที่นั่ง ย่อมไม่พ้นการหยิบยื่นข้อเสนอโดยขั้วการเมืองทั้งสองฝั่ง นำมาซึ่งการคาดการณ์ต่อไปว่า พรรคเพื่อไทยน่าจะเสนอเก้าอี้ รมต. กระทรวงเกรดเอ หรืออย่างถึงที่สุดคือเก้าอี้นายกฯ แก่นายอนุทิน ด้วยหวังจะแบ่งสรรปันส่วนอำนาจทางการเมือง แบบยื่นหมูยื่นแมวแก่กัน

 

อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวล่าสุดของนายอนุทิน ก็น่าสนใจยิ่งและน่าจะเป็นคำตอบต่อข้อสังเกตดังกล่าว เมื่อมีรายงานว่า วานนี้ 29 เม.ย. นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวหลังการประชุมใหญ่สามัญประจำปี พรรคภูมิใจไทย ครั้งที่ 1/2562 ระบุว่า

 

วันนี้ตนได้ทำความเข้าใจกับสมาชิกพรรคให้เดินหน้าทำงานในพื้นที่ ไม่ตอบโต้เรื่องการเมือง เพราะอยู่ในห้วงพิธีสำคัญ และยังต้องรอการประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ  หลังวันที่ 9 พ.ค. เราจึงจะคุยกันว่าจะเดินหน้ากันอย่างไรต่อ ส่วนการเลือกตั้งท้องถิ่นที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ พรรคมีหน้าที่สร้างความนิยมให้กับคนในพื้นที่

 

 

ส่วนเรื่องจุดยืนการร่วมรัฐบาลที่มีการแบ่งเป็นฝ่ายประชาธิปไตยกับฝ่ายสืบทอดอำนาจ นายอนุทิน กล่าวว่า ใครก็ตามที่ผ่านกระบวนการเลือกตั้ง ถือว่ามีความเป็นประชาธิปไตยแล้ว การจะไปร่วมกับใครเราไม่ได้ดูว่าอยู่ฝั่งไหน แต่เราจะไปร่วมกับพรรคที่เราสามารถทำงานร่วมด้วยได้ ต้องเห็นประเทศ และประชาชนเป็นหลักชัย เราไม่เป็นพรรคแกนนำต้องรู้จักสถานะตัวเอง

 

สำหรับกระแสเสนอให้เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น ไม่มีใครรู้ดีกว่าตนเอง เป็นการคาดการณ์ไม่มีใครมาเสนออะไรให้ เราเป็นพรรคที่ 5 ต้องให้พรรคเบอร์ 1 เบอร์ 2 ตั้งรัฐบาลก่อน ส่วนตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ตนยืนยันว่าไม่รับ คนเราต้องได้ในสิ่งที่สมควรได้ ไม่ใช่เขาโยนอะไรมาก็รับหมด ถามว่าอยากเป็นนายกรัฐมนตรีไหม ตอบว่าอยากเป็น แต่จะเป็นได้หรือไม่เป็นอีกเรื่องเพราะมีปัจจัยอื่นๆ อีก

 


 



ตอกย้ำถึงความชัดเจนว่า ต่อให้ทางพรรคเพื่อไทยเสนอตำแหน่งสูงสุดทางการเมือง คือเก้าอี้นายกฯ แต่การที่นายอนุทิน ยืนยันต่อสาธารณะมาเช่นนี้ ทำให้สังคมเข้าใจได้ว่า นายอนุทิน ปฏิเสธที่จะร่วมกับพรรคเพื่อไทยเป็นที่แน่นอนในระดับหนึ่ง

ชวนให้นึกย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ จากแหล่งข่าวของพรรคพลังประชารัฐเปิดเผยว่าในช่วงกลางดึก ของวันที่ 26 มี.ค. มีการตั้งวอร์รูมเพื่อเจรจากับพรรคที่ต้องการร่วมรัฐบาลที่โรงแรมอนันตรา ถนนราชดำริ ซึ่งมีบรรดาแกนนำของพรรคมาเจรจาด้วยทั้งหมด ทั้งนายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรค นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค และมีการเจรจากันทั้งคืนจนทำให้คณะต้องพักค้างคืนที่โรงแรมดังกล่าว

 

 

แหล่งข่าว กล่าวอีกว่า มีความชัดเจนจากพรรคภูมิใจไทยแล้วว่าจะเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาล โดยขอตำแหน่งการบริหารงานในรัฐบาล 4 ตำแหน่ง ประกอบด้วย รองนายกรัฐมนตรี 1 ตำแหน่ง และรัฐมนตรีประจำกระทรวงในระดับเกรดเอ อีก 3 ตำแหน่ง ซึ่งคาดหมายว่าจะมี กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงคมนาคม ซึ่งทางพรรคพลังประชารัฐยินดีในข้อตกลง

 

เท่านี้ก็เพียงพอที่จะรับรู้โดยทั่วกันว่า ทัศนะทางการเมืองและแนวคิดของนายอนุทิน เทน้ำหนักไปยังพรรคพลังประชารัฐมากกว่าปีกของพรรคเพื่อไทยอย่างไม่ต้องสงสัย อีกทั้งในแง่ความสัมพันธ์ระหว่าง 'บิ๊กตู่-เนวิน-อนุทิน" นั้น ในแวดวงการเมืองนั้นล้วนทราบดีว่ามีความแน่นแฟ้นในระดับที่มองตาก็รู้ใจ

 

 

เพราะตัวของนายเนวิน และนายอนุทินมีความสัมพันธ์อันดีกับกองทัพ และพี่ใหญ่ คสช. อย่าง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ มาโดยตลอด รวมถึงสนิทสนมกับนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ที่เคยร่วมงานมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลนายทักษิณ

 

เหล่านี้เพียงพอหรือไม่...ที่สังคมจะฟันธงต่อความชัดเจนว่า ท้ายสุดแล้วกลุ่มที่จะตกกระป๋องรับบทฝ่ายค้านในสภาหาเป็นอื่นใด หากเป็นพรรคเพื่อไทย ในขณะที่พรรคพลังประชารัฐจะขึ้นผงาดจัดตั้งรัฐบาล โดยมีนายอนุทิน และ ส.ส.จากพรรคภูมิใจไทยเป็นผู้สนับสนุนผลักดันเพื่อขับเคลื่อนประเทศต่อไป

 

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

-"อนุทิน"พูดย้ำอนาคตขั้วรัฐบาลต้องรอ เคลื่อนไหวถอดกกต.ไม่ควรทำให้วุ่นวาย
-อนุทิน-กรณ์กินข้าวอังกฤษ เล่าความหลัง 41 ปีความเป็นพี่น้องเพื่อนฝูง
-อนุทินส่งศุภชัยทีมกม.ช่วยเดชาแล้วขอมั่นใจอยู่สู้แก้กม.กัญชาใช้การแพทย์เพื่อปชช.
-"อนุทิน" เปิดประวัติกัปตันส่งชีวิต ชายเนื้อหอมเกมเลือกตั้ง ผลงานแบบนี้นั่งเก้าอี้ไหนดี??

 



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

ติดตามข่าวการเมือง

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

ธัญญา พัชรวงศ์ศักดา
ข่าววันนี้ โดยสำนักข่าวทีนิวส์