น่าสนใจ-แพ้ก็เน่าทั้งก๊วน? “หมอระวี”ชี้เลือกตั้ง 62 เดือดกว่าครั้งไหน "นายใหญ่"สั่งสู้ยิบตาแน่ เหตุเป็นสงครามครั้งสุดท้าย-แพ้ปิดฉากทั้งระบอบ

น่าสนใจ-แพ้ก็เน่าทั้งก๊วน? “หมอระวี”ชี้เลือกตั้ง 62 เดือดกว่าครั้งไหน "นายใหญ่"สั่งสู้ยิบตาแน่ เหตุเป็นสงครามครั้งสุดท้าย-แพ้ปิดฉากทั้งระบอบ

Publish 2018-05-12 12:32:18

 

น่าสนใจอย่างยิ่้ง?! “หมอระวี มาศฉมาดล" หัวหน้าพรรคพลังธรรมใหม่ วิเคราะห์การเลือกตั้งปี 62 ที่จะมาถึงว่า จะเดือดกว่าครั้งไหน และอาจมีสะพัดเป็นแสนล้าน เป็นการสู้กันของ 2 ขั้วใหญ่ ระหว่าง “พรรคทหาร" กับ "ทักษิณ" ระบุ "นายใหญ่" สั่งสู้ยิบตาแน่ เหตุเป็นสงครามครั้งสุดท้าย แพ้ก็ปิดฉากไปทั้งองคาพยพ "ระบอบทักษิณ" โดยประชาธิปัตย์จะเป็นตัวแปรที่สำคัญที่สุด เข้าร่วมกับพรรคไหนพรรคนั้นก็จะมีโอกาสเป็นรัฐบาล

 

วันนี้ (12 พค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า "น.พ.ระวี มาศฉมาดล" หัวหน้าพรรคพลังธรรมใหม่ ได้วิเคราะห์ถึงการเลือกตั้งปี 62 ที่จะมาถึงว่าจะเป็นการต่อสู้ของ 2 พรรคใหญ่ คือพรรคทหารกับพรรคเพื่อไทย โดยจะแตกต่างจากการต่อสู้การเมืองในอดีต เพราะจะเป็นการต่อสู้ระหว่างพรรคการเมืองและเครือข่าย คือพรรคการเมืองที่ประกาศชัดเจนว่าสนับสนุนทหาร และพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี กับอีกหลายพรรคการเมืองที่ประกาศไม่เอา พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งจะเป็นพรรคเครือข่ายพรรคเพื่อไทย



ดังนั้น ครั้งนี้เป็นการต่อสู้ทางการเมืองที่ดุเดือดที่สุด เงินอาจจะสะพัดเป็นแสนล้านบาท โดยมองจากฝ่าย นายทักษิณ ชินวัตร หรือพรรคเพื่อไทย สงครามครั้งนี้จะเป็นสงครามครั้งสุดท้าย ถ้าไม่ทุ่มเต็มที่อาจจะไม่มีโอกาสกลับเข้ามาอีกถ้าแพ้พรรคทหาร ส่วนพรรคทหารมีเป้าหมายคือให้ พล.อ.ประยุทธ์ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป ไม่ว่าด้วยวิธีการใดก็จะต้องทุ่มเททุกวิถีทาง ด้านพรรคประชาธิปัตย์ครั้งนี้จะเป็นตัวรอง แต่จะเป็นตัวแปรที่สำคัญที่สุด หากเข้าร่วมกับพรรคใดพรรคนั้นก็จะมีโอกาสเป็นรัฐบาล

 

“ในการเลือกตั้งปี 54 พรรคเพื่อไทยเคยได้คะแนนส.ส.สัดส่วนทั้งประเทศ เกือบร้อยละ50 ดังนั้นการเลือกตั้งในปี 62 พรรคเพื่อไทยจะต้องพยายามรักษาเป้าของตนเองไว้ แต่การเลือกตั้งครั้งนี้อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญใหม่ จะมีการนับคะแนนเสียงของคะแนนส.ส.เขตแพ้ แต่คะแนนไม่หายไป แม้จะเกิดพรรคเล็กพรรค หรือแรงกดดันจากพรรคทหาร หรือมีพลังดูดพรรคทหาร ซึ่งจะส่งผลให้คะแนนสัดส่วนพรรคเพื่อไทยลดน้อยลง แต่อย่างไรก็ตามพรรคเพื่อไทยจะต้องเร่งในการให้ได้คะแนนส.ส.สัดส่วนให้ได้เกือบร้อยละ50 เท่าเดิม ครั้งนี้พรรคเพื่อไทยก็จะใช้กลยุทธ์ทุ่มเต็มที่ในพื้นที่ที่ไม่ใช่พื้นที่หลัก เช่นภาคใต้เกือบ50 เขตเลือกตั้ง ที่พรรคเพื่อไทยไม่ได้ทุ่มเทจริงจริงจัง เพราะถ้าเป็นไปตามรัฐธรรมนูญในอดีตทุ่มเทแค่ไหนทุ่มไปก็ไม่ชนะพรรคประชาธิปัตย์ หากพรรคเพื่อไทยได้สัดส่วนส.ส.ร้อยละ48. แสดงว่าจำนวนส.ส.ทั้งสภาจะเกือบ 250 คน นั่นคือเป้าหมายที่พรรคเพื่อไทยต้องทำ” น.พ.ระวี ระบุ

 


โดยหัวหน้าพรรคพลังธรรมใหม่ ยังระบุด้วยว่า ถ้าพรรคเพื่อไทยสามารถทำจำนวน ส.ส.สัดส่วนและเขตได้มากกว่า 230 เสียง เมื่อไปรวมกับพรรคเครือข่ายของพรรคเพื่อไทย จะทำให้พรรคเพื่อไทย และเครือข่ายได้ ส.ส.มากกว่า 250 คน โอกาสที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีคนนอกจะปิดประตูตาย เพราะจะต้องได้รับเสียงโหวตจากส.ส. และส.ว.รวมกันต้องได้500 เสียงขึ้นไปดังนั้นตัวเลข 230 เสียงของพรรคเพื่อไทยจะเป็นตัวชี้ให้เห็นว่า พล.อ.ประยุทธ์จะต้องเป็นนายกรัฐมนตรีคนในเท่านั้น คาดการณ์ได้เลยว่าการเลือกตั้งครั้งนี้พล.อ.ประยุทธ์ จะเป็นนายกรัฐมนตรีคนในแน่นอนแต่ถ้าพรรคเพื่อไทยและพรรคเครือข่ายรวมกันได้คะแนนมากกว่า 300 เสียง ผลคือโอกาสที่พล.อ.ประยุทธ์จะใช้เสียงของส.ว.มาบีบเพื่อที่จะไม่ให้พรรคเพื่อไทยได้เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นไปได้ยาก ไม่มีความชอบธรรม ดังนั้นถ้าได้ครบมากกว่า 300 เสียงจะส่งผลให้พรรคที่รอเสียบทั้งหลายมารวมกับพรรคเพื่อไทย โอกาสที่พล.อ.ประยุทธ์จะเป็นนายก เป็นไปได้ยาก

 

ทั้งนี้ เมื่อถามถึง "นายสุเทพ เทือกสุบรรณ" ที่จะตั้งพรรค กปปส.ขึ้นมาลงสนามเลือกตั้งครั้งนี้นั้น น.พ.ระวี กล่าวว่า ก็จะเกิดการแย่งคะแนนจากพรรคประชาธิปัตย์ทั้งประเทศ ทำให้พรรคประชาธิปัตย์อาจจะได้คะแนนเสียงต่ำกว่าร้อย แต่หลังการเลือกตั้งพรรคประชาธิปัตย์จะเป็นตัวแปรหลักในการจัดตั้งรัฐบาล คือหากพรรคประชาธิปัตย์เลือกอยู่ข้างพรรคใด พรรคนั้นก็มีโอกาสเป็นรัฐบาล เช่น ไปรวมพรรคทหาร หรือพรรคเครือข่ายทหาร พล.อ.ประยุทธ์ก็จะสามารถเป็นนายกรัฐมนตรีได้ แต่ขณะเดียวกันหากพรรคประชาธิปัตย์เลือกไปอยู่กับพรรคเพื่อไทยและเครือข่าย คาดว่าคะแนนเสียงอาจจะได้เกิน 300 ถึง 350 เสียง แม้พล.อ.ประยุทธ์จะมีส.ว.250 เสียงและส.ส.150 เสียง รวมกันเกินครึ่งหนึ่งของสภา แต่ความชอบธรรมสำหรับที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีเป็นไปได้ยาก

 

"ดังนั้น ถ้าพรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วมมือกับพรรคเพื่อไทย โอกาสที่จะได้เป็นรัฐบาลค่อนข้างสูง ถ้าเกิดเหตุการณ์นี้พรรคเพื่อไทยจะยินยอมให้พรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นนายกรัฐมนตรี โดยมีเป้าหมายเพื่อสกัดพรรคทหารก่อน ปล่อยให้ปชป.เป็๋นนายกฯ โดยพรรคเพื่อไทยก็จะร่วมรัฐบาล ไปก่อน อนาคตเพื่อไทยก็สามารถแก้ปัญหาได้ ไม่ยาก ดังนั้นตัวแปรหลักจะมีส่วนสำคัญอยู่ที่พรรคประชาธิปัตย์ด้วย" หัวหน้าพรรคพลังธรรมใหม่ ทิ้งท้าย



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

ติดตามข่าวการเมือง

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

นายอารมณ์ เคนหล้า