ต่าย ชุติมา ยอมรับคำตัดสิน หลังอดีตสามี ทิมพิธา ชนะคดี

ต่าย ชุติมา ยอมรับคำตัดสิน หลังอดีตสามี ทิมพิธา ชนะคดี

Publish 2019-05-24 11:19:34


เรียกได้ว่าเป็นประเด็นที่กำลังมีผู้ให้คนความสนใจเป็นจำนวนมาก สำหรับกรณีข่าวของอดีตนักแสดงสาว ต่าย ชุติมา ทีปะนาถ นักแสดงหญิง ที่มีชื่อเสียงจากผลงานภาพยนตร์เรื่อง Seasons Change เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ที่มีข่าวลือออกมาว่าสามีไฮโซ  ทิม พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เตรียมจะฟ้องหย่า เนื่องจากฝ่ายหญิงติดปาร์ตี้อย่างหนัก จนทำให้ละเลยหน้าที่ในครอบครัว จนทำให้เกิดปัญหาภายในครอบครัว

 

ต่าย ชุติมา  ทีปะนาถ



 

และเมื่อไม่นานมานี้  ทางด้านสามี  ทิม พิธา  นั้นได้เดินหน้าฟ้องหย่า เเละเคลียร์ชัดปมแย่งลูกกับภรรยาสาว  ต่าย ชุติมา ซึ่งงานนี้  หนุ่มทิม พิธา ได้งัดคำตัดสินศาลโชว์ เมื่อตนเองนั้นได้สิทธิ์เลี้ยงดูลูกแต่เพียงผู้เดียว ซึ่งงานนี้ หนุ่มทิม  ได้เปิดใจว่า ด้วยความที่น้องพิพิมต้องย้ายบ้านไปมา จึงเป็นเหตุให้ตนไปฟ้องหย่าต่าย และมีการไต่สวนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ด้านต่ายขาดนัดศาล ไม่ได้มา จึงเป็นการดูหลักฐานของตนฝ่ายเดียว ซึ่งศาลก็พิพากษาให้หย่าขาดจากกัน และให้สิทธิปกครองบุตรกับตนเพียงผู้เดียว ทว่า ต่ายได้ยื่นขออุทธรณ์ แต่ไม่เป็นไร ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการ

 

 

เเละก็เป็นที่ช็อคต่อเเฟนๆที่ติดตาม ศึกเเย่งลูก ของ สาวต่าย เเละ หนุ่มทิม เมื่อ สาวต่าย ชุติมา นั้นได้ออกมาแถลงข่าวเปิดใจเกี่ยวกับประเด็นมรสุมดราม่าที่เกิดขึ้นกับครอบครัว จนถึงขั้นต้องขึ้นโรงขึ้นศาลเพื่อตกลงสิทธิ์ในการดูแลลูกสาว อย่าง น้องพิพิม วัย 3 ขวบ ว่า เรื่องดังกล่าวกลายเป็นโมฆะ เนื่องจากศาลสั่งแล้วว่า ฝ่ายชายมีความจงใจส่งหมายศาลไปที่บ้านหลังเก่า ซึ่งที่อยู่ดังกล่าว สาวต่าย ไม่ได้อยู่แล้วจึงทำให้ไม่รู้ว่ามีหมายศาลมา 

 

 

อีกทั้งคนสนิทของ สาวต่าย ชุติมา ยังได้เปิดเผยอีกว่า สาวต่าย ยังมีหลักฐานอีกหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสลิปค่าใช้จ่ายเดือนละ 1 แสนบาทที่ทางฝั่งสามีให้รับผิดชอบ จนเป็นเหตุผลให้เธอต้องออกมาทำงานหาเลี้ยงลูกเอง รวมไปถึงภาพล่าสุดที่อีกฝ่ายลงในอินสตาแกรม จนมีหลายคนเข้ามาร่วมแสดงความยินดี คิดว่าครอบครัวกลับมามีข่าวดีกันเหมือนเดิม แท้จริงแล้วไม่ใช่ โดยภาพดังกล่าวเป็นภาพเก่าเมื่อวันที่ 18 เมษายนที่ผ่านมา ซึ่งก็ไม่ทราบว่าอีกฝ่ายนำมาลงเพื่ออะไร

 



ทิม พิธา

 

เเละนับว่าสิ้นสุดการรอคอย บทสรุปมหากาพย์ศึกแย่งลูก เมื่อ ศาลยกคำร้อง คดีและข้อกล่าวหาที่ สาวต่าย นั้นได้ฟ้องกลับ หนุ่มทิม ซึ่ง หนุ่มทิม นั้นก็ได้โพสต์ชี้เเจงข้อความลงบนอินสตราเเกรม ว่า ศาลยกคำร้อง คดีและข้อกล่าวหาที่คุณต่ายฟ้องกลับ

ขอความกรุณา พี่ๆ สื่อมวลชนที่พาดหัวข่าวบิดเบือนจากคำสั่งศาล คดีคุ้มครองสวัสดิภาพคนในครอบครัวที่คุณต่ายกล่าวหาผม และไต่สวนอย่างละเอียด 11 ชมในวันนี้นั้น  ศาลพิจารณาและได้พิสูจน์แล้วว่า ไม่เป็นความจริง และ ตัดสินว่า ยกคำร้อง ของคุณต่ายตามที่ได้กล่าวหาผมมา คุณต่ายก็ให้สัมภาษณ์ว่าน้อมรับคำตัดสินของศาลแล้ว และ ปัจจุบันไม่มี คดีความอะไรค้างคาเหลืออีกแล้ว 
อย่างที่เรียนเมื่อเช้า ยังมีขบวนการข่าวเท็จ Fake news ทีมกฎหมายบางกลุ่ม ทนายบางคน และ สื่อมวลชนบางกลุ่ม เพจบางเพจ อวตาร ขาประจำ ที่ยังบิดเบือนข้อเท็จจริง กลั่นแกล้งผม DISCREDIT ผม และอาจหมิ่นคำสั่งศาลอีกด้วย เพราะมีเป้าหมายทางผลประโยชน์ หรือ เงิน ที่ยังไม่อยากให้เรื่องจบ ขอความกรุณาให้ความเป็นธรรมกับผมด้วย ผมขอสงวนสิทธิ์ดำเนินคดีกับผู้ที่ พยานหลักฐานเท็จ ให้สัมภาษณ์เท็จ ให้ร้าย และหมิ่นประมาทโดยโฆษณาทั้งแพ่งและอาญาด้วยครับ สุดท้ายนี้ผมขอโทษทุกท่านอีกครั้ง ที่ทำให้ท่านเสียเวลากับเรื่องไม่เป็นเรื่อง แต่ผมมีความจำเป็นจริงๆ ทั้งๆที่ไม่อยากรบกวนทุกท่านแล้ว

 



เรื่องภายในครอบครัวที่ท่านแนะนำมาว่าควรเป็นเรื่องระหว่างคน 2 คน ผมเห็นด้วยครับ เป็นเพื่อน ช่วยกันเลี้ยงลูก เพราะผมยังมองถึงความผาสุกของลูกเป็นที่ตั้ง ขอให้ผมได้อยู่กับลูกอย่างสงบเถอะครับ ขอบคุณครับ

ป.ล ผมได้แถลงขอสละเอกสิทธิ์ สส ต่อหน้าศาล และเข้ากระบวนการครั้งนี้แบบคนธรรมดา ไม่มีสิทธิพิเศษ อย่าเชื่อข่าวลวง ขอบคุณครับ ป.ล ต้องกราบขอโทษพี่ๆ สื่อมวลชนที่รอฟังผลเมื่อวาน ศาลท่านติงว่าให้หลีกเลี่ยงการสัมภาษณ์ที่ศาลได้ก็จะดี ผมเลยตัดสินใจกลับบ้านเลย ต้องขอโทษที่ทำให้ท่านรอครับ

 

 

เเละทางด้านของ สาวต่าย นั้นได้ออกมาให้สัมภาษณ์ชี้แจง ถึงบทสรุปและการไต่สวนคดี

โดย สาวต่าย ได้เผยว่า ต้องขอชี้แจงก่อนว่าคดีนี้ ไม่ได้เกี่ยวกับคดีก่อนหน้านี้ คนหลายคนจะเอาไปปนกันว่าเราฟ้องเขา เขาฟ้องเรา คือคดีนี้ มันเป็นคดีที่แยกออกไป ไม่เกี่ยวอะไรกับเด็ก คดีนี้เป็นคดีเกี่ยวกับความรุนแรงในครอบครัว หมายถึงเรื่องของการทำร้ายร่างกาย ที่ต่ายยื่นฟ้องไปทางคุณทิม

 

จากนั้นผู้สื่อข่าวได้ถามต่อว่า แล้ววันนี้เคลียร์กันเป็นอย่างไรบ้าง?  สาวต่าย จึงได้ตอบว่า พอไตร่สวนแล้ว มีการทำร้ายร่างกายจริง แต่ไม่ถึงกับเป็นความรุนแรงในครอบครัว แต่ว่ามันก็กระทบจิตใจของเรา คือถึงมันไม่รุนแรง แต่มันก็มีความกังวลในการอยู่ร่วมกัน ณ ตอนนี้ ศาลมีคำสั่งออกมา ก็ถือว่าลงตัวในระดับหนึ่ง เป็นดุลพินิจของศาลด้วย แล้วทางทนายเรา ก็ได้ยื่นขอคำร้องไป ในการพิจารณคดี ขอเป็นแบบนี้ไปก่อน ของต่ายจะได้ดูแลลูก ศุกร์-จันทร์ ถามว่าเราโอเคมั้ย เราเป็นห่วงลูกมากกว่า จริงๆแล้ว มองในมุมว่าต่ายได้ช่วงวีคเอน น่าจะเป็นคนที่แฮปปี้ ไม่ต้องตื่นเช้า ไปรับ ไปส่ง พาลูกเที่ยวอย่างเดียว นั่นคือสิ่งที่ถูกต้องเหรอสำหรับเด็กคนหนึ่ง สิ่งที่เขาควรจะได้รับมันเป็นยังไง มันไม่ใช่แบบนี้

 

 

คือเหมือนคำนั้นมันเป็นคำที่ใช้ในศาล คำว่าขอดูแต่เพียงผู้เดียว แต่คุณก็ต้องมีจิตสำนึกในการเป็นผู้ปกครองหลักนะ เพราะเราดูแลสภาพจิตใจเด็ก บ้านที่เป็นบ้านหลัก ต้องดูแลน้อง 80 เปอร์เซ็นต์ อีก 20 เปอร์เซ็นต์ คือเป็นบ้านรอง ถ้าจะมาให้ผู้ใหญ่แฟร์ๆ 50:50 ผลกระทบคืออยู่ที่ตัวลูก เด็กจะเกิดการอยู่บ้านนี้จะเป็นบุคลิกแบบนี้ อยู่บ้านหนึ่งจะเป็นอีกบุคลิกหนึ่ง พอไปโรงเรียนก็จะสร้างบุคลิกใหม่ขึ้นมา พอเราเริ่มสังเกตพฤติกรรม เราก็ค่อนข้างมีความเป็นห่วงและกังวล

 

​​​​​​​

 

ขอบคุณ tim_pita


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

ภนิดา การถัก
ข่าววันนี้ โดยสำนักข่าวทีนิวส์