รัฐฯ แจงแจกเงินถี่ ไม่เกี่ยวการเมือง แต่ช่วงนี้เหมาะสมที่สุด หวังดูแลผู้สูงอายุ

รัฐฯ แจงแจกเงินถี่ ไม่เกี่ยวการเมือง แต่ช่วงนี้เหมาะสมที่สุด หวังดูแลผู้สูงอายุ

Publish 2018-11-21 15:31:36


      ถือเป็นช่วงที่รัฐบาลขยันมอบของขวัญปีใหม่ให้แก่ประชาชนอย่างเต็มที่จริงๆ หลังจากออกมาตรการ 4 ข้อ มาให้ประชาชนผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือ บัตรคนจน  ที่หลายคนเรียกกันได้ยิ้มแก้มแตก ได้แก่ 

 1. มาตรการบรรเทาภาระค่าไฟฟ้าและค่าน้ำประปา
 ที่มีเพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ผู้มีรายได้น้อยเป็นจำนวนเงิน 400 บาท/เดือน ซึ่งมีกำหนดเวลาตั้งแต่ ธันวาคม 2561 ไปจนถึงกันยายน ปี 2562

2.มาตรการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในช่วงปลายปีให้แก่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมาตรการนี้ถือเป็นการสนับสนุนให้ผู้มีรายได้น้อยมีกำลังในการซื้อสินค้าและบริการมากขึ้นในเดือนธันวาคม 2561 ซึ่งจะมีการโอนเงินให้จำนวน 500 บาท ในเดือนธันวาคมครั้งเดียว เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงเทศกาลปีใหม่ และลดภาระค่าใช้จ่ายในปลายปี 2561 อีกทาง

3.มาตรการช่วยเหลือค่าเดินทางไปรับการรักษาพยาบาลและค่าใช้จ่ายอื่นเกี่ยวกับสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อย เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปยังโรงพยาบาลซึ่งจะมีให้ผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อย เป็นจำนวนเงิน 1,000 บาท/คน โดยจะได้รับครั้งเดียว

4.มาตรการช่วยเหลือค่าเช่าบ้านสำหรับผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อย ที่มีเพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ผู้มีรายได้น้อยเป็นจำนวนเงิน 400 บาท/เดือน ซึ่งมีกำหนดเวลาตั้งแต่ ธันวาคม 2561 ไปจนถึงกันยายน ปี 2562

 



    ไปจนถึงมาตรการสานต่อเงินอุดหนุนทารกแรกคลอด เพิ่มจากเดิม 400 บาท เป็น 600 บาท/เดือน พร้อมขยายฐานอายุเด็กที่มีสิทธิ์จาก 3 ปี ไปจนถึง 6 ปี เพื่อสร้างรากฐานให้พี่น้องประชาชนในภาวะเศษฐกิจตกต่ำให้ฟื้นตัวได้เร็วขึ้นจากการจับจ่าย

 

 

      ล่าสุดทาง น.ส.สุทธิรัตน์ รัตนโชติ อธิบดีกรมบัญชีกลาง ได้ออกมาเปิดเผยเพิ่มเติมจากมาตรการมอบของขวัญให้ประชาชนเพิ่มในกรณีการช่วยเหลือข้าราชการเกษียณที่รับบำนาญแบ่งเป็น 2 มาตรการ คือ ให้ข้าราชการบำนาญสามารถนำบำเหน็จตกทอด 30 เท่าของเงินเดือน มาใช้เป็นบำเหน็จดำรงชีพได้เป็นครั้งที่ 3 ได้อีก 1 แสนบาท มีผู้ได้สิทธิ 6.59 แสนคน เป็นเงิน 2 หมื่นล้านบาท นอกจากนี้ยังเติมเงินข้าราชบำนาญที่ได้บำเหน็จน้อยต่ำกว่าเดือนละ 1 หมื่นบาท ให้เป็น 1 หมื่นบาท จำนวน 5.27 หมื่นคน ใช้เงิน 558 ล้านบาท ในตอนนี้คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบแก้ไขร่างพระราชกฤษฎีกาเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ  และ ร่างกฎกระทรวงกำหนดอัตราและวิธีการรับบำเหน็จดำรงชีพ ตามวันที่ 20 พ.ย. 2561 เพื่อ ปรับเพิ่มเงินให้ผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญซึ่งได้รับหรือมีสิทธิได้รับเบี้ยหวัดบำนาญรวมกันทุกประเภท และรวม ช.ค.บ. แล้ว ต่ำกว่าเดือนละ 10,000 บาท ให้ได้รับ ช.ค.บ. เพิ่มขึ้นเมื่อรวมกับเบี้ยหวัดบำนาญแล้วจะได้รับเงิน เดือนละ 10,000 บาท

 



     ทั้งนี้จากมาตรการต่างๆ ที่รัฐบาลนำออกมาให้ประชาชนได้เกิดกระแสวิพากษ์ วิจารณ์ ขึ้นในสื่อออนไลน์จนทางโฆษกรัฐบาลต้องออกมาชี้แจงถึงมาตรการทั้งหมดที่เกิดขึ้น โดย  นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  ได้กล่าวถึงกรณีมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน อนุมัติงบประมาณ 86,994 ล้านบาท เพิ่มมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐว่า ถ้ามองในฐานะที่เป็นประชาชน หลายๆ เรื่องเป็นเรื่องที่จำเป็น ยกตัวอย่างผู้สูงอายุที่ต้องมีงบลงไปดูแล เพราะสังคมไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุการที่เราดูแลผู้สูงอายุตั้งแต่วันนี้ถือเป็นสิ่งที่ดี และชัดเจนงบที่สนับสนุนลงไปในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 1 พันบาท ค่าเช่าที่อยู่อาศัย

 

 

  "เราเป็นคนรุ่นใหม่ แต่เราอย่าทิ้งคนที่มีพระคุณกับเรา ที่ช่วยปกป้องดูแล เลี้ยงดูพวกเรามาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน คิดว่าสังคมไทยไม่มีใครทิ้งผู้สูงอายุที่มีพระคุณ ถ้าเราไม่ดูแลผู้มีพระคุณหรือผู้สูงอายุก่อนเราคงทำอะไรลำบาก คิดว่าเป็นจุดที่เหมาะสมควรทำ และรัฐบาลต่อไปก็น่านำไปสานต่อให้ได้ กระบวนการทั้งหมดต้องใช้เวลาดำเนินการ ไม่ว่าจะเป็นวิธีการตั้งโครงการต่างๆ ต้องดำเนินการมาร่วมปีกว่าจะถึงวันนี้ ผมไม่คิดว่าคิดนโยบายเมื่อวานแล้วออกวันนี้ มันเป็นไปไม่ได้ ต้องให้ความเป็นธรรมกับรัฐบาลด้วย และอีกส่วนต้องชื่นชมรัฐบาลคิดมานานจนพร้อมส่งถึงมือประชาชนได้ ต้องใช้เวลา และพอดีมาออกช่วงเวลานี้ ถือว่าเหมาะสมในช่วงเวลาที่พี่น้องประชาชนเดือดร้อน และต้องยอมรับอีกเรื่องใกล้สิ้นปีขึ้นปีใหม่ ต้องมีรายจ่ายเพิ่มมากขึ้นทุกครอบครัว รัฐบาลจึงพยายามช่วยแบ่งเบาภาระตรงนี้ให้ประชาชน"

    ทั้งนี้มาตรการทั้งหมด รัฐบาลนั้นคิดมานานพอสมควรก่อนที่จะส่งมอบให้ประชาชน และถือว่าช่วงนี้เป็นช่วงที่ดีที่สุดในการนำมาใช้เพราะใกล้สิ้นปี รายจ่ายของประชาชนจะเพิ่มขึ้นในทุกครัวเรือน รัฐบาลจึงอยากแบ่งเบาภาระของประชาชนให้มากที่สุดในตอนนี้ และผู้ที่จะได้ประโยชน์ที่สุดคือประชาชน ซึ่งเรื่องนี้ขอให้อย่านำมาโยงในเรื่องการเมือง เพราะถือเป็นสิทธิ์ของประชาชน ให้มองในอนาคตการบริหารประเทศมากกว่า



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

ไปรยา เปลี่ยนสมัย