ยืดเยื้อกว่า 4 ปี เปิดกรุสมบัติ วัดบางคลาน กับผลประโยชน์ร่วมเอี่ยวผ้าเหลือง อดีตเจ้าอาวาสผู้มีชนักติดหลัง สั่งปลดยังดื้อแพ่ง

ยืดเยื้อกว่า 4 ปี เปิดกรุสมบัติ "วัดบางคลาน" กับผลประโยชน์ร่วมเอี่ยวผ้าเหลือง อดีตเจ้าอาวาสผู้มีชนักติดหลัง สั่งปลดยังดื้อแพ่ง

Publish 2018-10-01 17:22:38


    สืบเนื่องจากกรณีเมื่อปี 2557 มีคำสั่งจากมติมหาเถรสมาคมสั่งปลดพระครูวิสิฐสีลาภรณ์ให้ออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดหิรัญญาราม หรือวัดหลวงพ่อเงินบางคลาน เนื่องจากมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ส่อไปในทางทุจริตยักยอกเงินบริจาควัด นำไปซื้อหุ้นกว่า 40 ล้านบาท จากนั้นพระผู้ใหญ่ก็ได้แต่งตั้งพระพิสุทธวรากร เป็นรักษาการเจ้าอาวาสวัดบางคลาน โดยมีสิทธิ อำนาจ หน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมาย

 

 

 

    ซึ่งในขณะนั้นทางด้านพระครูวิสิฐสีลาภรณ์ อดีตเจ้าอาวาส เผยว่า ทราบถึงกรณีดังกล่าวทุกประการ แต่คำสั่งในครั้งนี้คล้ายกับว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม เนื่องจากมีบุคคลไปร้องเรียน จึงรู้สึกเหมือนถูกกลั่นแกล้งและใคร่ขอเวลาเพื่อไปรวบรวมหลักฐาน แต่ทางคณะกรรมกการที่ทำการไต่สวนกลับไม่ยินยอมต่อการร้องขอ

 

    ส่วนเรื่องเงินบริจาค ที่มีข่าวว่าถูกนำไปซื้อหุ้นอดีตเจ้าอาวาส ยังคงยืนกรานว่าไม่เป็นความจิงเนื่องจากหุ้นที่อ้างถึงนั้น มีการซื้อตั้งแต่สมัยเจ้าอาวาสคนเก่าโดยเป็นธนาบัตรออมทรัพย์ธนาคารแห่งประเทศไทย ปี 2552 อายุ 7 ปี จำนวนเงิน 16 ล้านบาท และมีหุ้นกู้ด้อยสิทธิธนาคารอยุธยาจำกัด (มหาชน) ครั้งที่ 1 ปี 55 ครบกำหนดปี 56 จำนวน 7,100,000 บาท

 

 

 

    ครั้งพอมารับตำแหน่งต่อ ก็จำต้องซื้อตาม เนื่องจากถ้าหุ้นหมดอายุเกรงว่าจะเป็นหุ้นสูญเปล่า เพราะวัดจะได้ผลประโยชน์ในทางหนึ่งในรูปแบบของดอกเบี้ย โดยในขณะนั้นมียอดอยู่ทั้งหมด 84 ล้านบาท นอกจากนี้ยังกล่าวถึงกรณีที่ถูกร้องว่ามีสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับสีกาว่าไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด




    ทางด้านพระทีฆทัสสีมุนีวงศ์ เจ้าคณะจังหวัดพิจิตร ได้เผยถึงสาเหตุที่จำต้องปลดพระครูวิสิฐสีลาภรณ์ ออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบางคลานว่า มีพฤติกรรมการปฏิบัติไม่โปร่งใส เมื่อถูกถามถึงเรื่องเงินหมุนเวียนภายในวัดก็ไม่ได้รับคำตอบ อีกทั้งยังมีประเด็นเรื่องเงินที่นำมาจัดสร้างวัตถุมงคลที่จัดสร้างขึ้น ใน ปี 2555 แต่ไม่นำกลับมาคืนทางวัดอีกกว่า 20 ล้านบาท จึงได้ทำการปลดพระครูวิสิฐสีลาภรณ์เพิ่มอีก 2 ตำแหน่งคือ ปลดออกจากเป็นเจ้าคณะตำบลท่าขมิ้น และปลดออกจากการเป็นพระอุปชา

 

    ทว่านับตั้งแต่มีมติปลดพระครูวิสิฐสีลาภรณ์ออกจากตำแหน่ง แต่ทางเจ้าอาวาสผู้มีชนักติดหลัง ยังคงอารยะขัดขืนดื้อแพ่งไม่ยอมส่งมอบอำนาจ หน้าที่ ให้กับรักษาการเจ้าอาวาสที่พระผู้ใหญ่แต่งตั้งให้รับตำแหน่งโดยชอบด้วยกฎหมาย เป็นเหตุให้พระพิสุทธิวรากรผู้ดำรงตำแหน่งรักษาการเจ้าอาวาสวัดบางคลาน  ไม่สามารถเข้าวัดเพื่อปฏิบัติกิจของสงฆ์ได้ อีกทั้งยังมีกลุ่มอิทธิพลที่ถือผลประโยชน์ร่วมในเรื่องการรับเหมาก่อสร้าง การจำหน่ายวัตถุมงคล ตลอดจนเรื่องเกี่ยวกับการเงินของทางวัด รวมกลุ่มกันคัดค้านต่อต้านรักษาการเจ้าอาวาส จนถึงขนาดที่ว่าทำพิธีเผาพริกเผาเกลือสาปแช่งคนที่เกี่ยวข้องกับคำสั่งดังกล่าว

 

 

 

    กลายเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โตบานปลายขึ้นมาทันที มีเรื่องทั้งหมดกลายเป็นคดีฟ้องร้องขึ้นโรงพัก และขึ้นศาลยุติธรรมอีกเป็นหางว่าวจนชาวพุทธศาสนิชนเกิดความเอือมระอา เบือนหน้าหนีไปตามๆ กัน ไม่เว้นแม้กระทั่งกลุ่มที่ศรัทธาหลวงพ่อเงิน ที่สุดท้ายต่างเลือกที่จะไปบูชากราบไหว้ที่วัดอื่นแทนวัดแห่งนี้

 

    หลังจากยืดเยื้อมากว่า 4 ปีเต็ม ด้วยเป็นคดีฟ้องร้องในศาล ทั้งคดีแพ่ง คดีอาญา คดีศาลปกครอง และแล้ววันที่ 23 ก.ค. 2561 นายวิศิษฐ์ เบญจพิทักษ์กุล นายอำเภอโพทะเล จ.พิจิตร นายประพันธ์ ตั้นวัฒนา ผู้ตรวจราชการ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ พร้อมด้วยนายกิจชัย บุญปู่ ทนายความ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง และตำรวจ ทหาร กว่า 100 ชีวิต และไวยาวัจกรชุดใหม่ที่แต่งตั้ง เข้าทำการรุกคืบเข้าตรวจค้นคลังขุมทรัพย์ เพื่อทวงคืนวัดหิรัญญาราม หรือวัดหลวงพ่อเงินบางคลาน

 

 

 

 



    ปฏิบัติการในครั้งนี้กลับไม่ง่ายนัก เมื่อปรากฏมีชาวบ้านจำนวนสมน้ำสมเนื้อกับเจ้าหน้าที่รัฐ โดยส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงและคนชราคอยขัดขวางการทำงาน พร้อมผรุสวาทก่นด่าด้วยถ้อยคำรุนแรง เจตนาชี้ชัดว่าไม่ประสงค์ให้พระพิสุทธิวรากร รักษาการเจ้าอาวาส เข้าไปในวิหารหลวงพ่อเงิน ไม่เพียงแต่ประตูทางเข้าวิหารหลวงพ่อเงินที่ถูกใส่กุญแจหลายชั้นราวกับปิดตาย ยังมีตู้บริจาคอีก 27 ตู้ถูกล็อกกุญแจอย่างแน่นหนา เช่นกัน เมื่อเอาน้ำเย็นเข้าลูบไม่ได้ผลเจ้าหน้าที่จึงงัดไม้ตายโดยการใช้เครื่องตัดกุญแจบุกเข้าไปในที่สุด

 

 

 

    หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ได้เปิดตู้บริจาคทั้ง 27 ตู้ โดยมีนักศึกษาจากวิทยาลัยชุมชนพิจิตรจำนวนเกือบ 100 คน ช่วยกันคัดแยกธนบัตรและช่วยกันนับ ด้วยจำนวนเงินมหาศาลภายในตู้จึงใช้เวลาในการตรวจสอบตู้ละกว่า 1 ชม. นอกจากนี้ยังมีวัตถุมงคล และสมุดบัญชีธนาคารอีกหลายเล่มที่มีเงินของวัดอยู่ประมาณ 50-60 ล้านบาท

 

    ความคืบหน้าล่าสุด นายกิจชัย บุญปู่ ทนายความ ซึ่งเป็นที่ปรึกษากฎหมายของ พระครูพิสุทธิวรากร รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดหิรัญญาราม ได้เปิดแถลงข่าวและให้ข้อมูลถึงการติดตามรวบรวมเงินบริจาค วัตถุมงคล วัตถุโบราณ และทรัพย์สินของวัดหลวงพ่อเงินบางคลาน ซึ่งได้รวบรวมเป็นที่เรียบร้อยประกอบไปด้วย

1. เงินฝากในธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด ( มหาชน ) เป็นบัญชีออมทรัพย์จำนวน 4 บัญชี รวมเป็นเงิน 9,980,680.28 บาท
2. บัญชีเงินฝากประจำ จำนวน 4 บัญชี รวมเป็นเงิน 29,425,768.44 
3. ตู้บริจาคที่อยู่ภายในวัดตรวจนับได้เงิน 6,189,703 บาท
4. พันธบัตรของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่พระครูวิสิฐสีลาภรณ์ อดีตเจ้าอาวาสซื้อเอาไว้เป็นเงินกว่า 16,000,000 บาท

 

    สรุปยอดรวมทั้งหมดเป็นเงินทั้งสิ้น 61,819,192.86 บาท แต่เมื่อรวมกับทรัพย์สินวัตถุโบราณและวัตถุมงคล อาทิ งาช้าง 16 กิ่ง พระบูชาหลวงพ่อเงินมีพัดขนาด 9 นิ้ว 275 องค์ จะรวมเป็นมูลค่านับร้อยล้านบาท 

 

    อย่างไรก็ตามนายกิจชัย ระบุว่าการตรวจค้นดังกล่าวเป็นการแสดงถึงความโปร่งใสต่อสาธารณชน เมื่อการตรวจสอบเสร็จสิ้นจะทำการส่งมอบแก่ พระพิสุทธิวรากร เจ้าอาวาสรูปใหม่ของวัดหิรัญญารามหรือวัดหลวงพ่อเงินบางคลาน เพื่อนำปัจจัยเหล่านี้พัฒนาบูรณะวัดหลวงพ่อเงินให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่นับถือศรัทธาของพุทธศาสนิกสืบต่อไป

 




ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

เอกชัย เรืองฉาย

;