ต้องฟัง! "สมรักษ์ คำสิงห์" เปิดใจ หลังถูกสั่งล้มละลาย มีปัญหาค้างคานานกว่า 20ปี !!

Publish 2018-09-22 03:15:30



จากกรณี ราชกิจจานุเบกษา ออกประกาศวันนี้ เรื่อง ให้พิทักษ์ทรัพย์ของ นางเสาวนีย์ คำสิงห์ จำเลยที่ 1, นายสมรักษ์ คำสิงห์ จำเลยที่ 2 เด็ดขาด ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช 2483  โดยบริษัท บริหารสินทรัพย์ มหานคร จำกัด ได้ยื่นฟ้องต่อศาลล้มละลายกลางขอให้จำเลยทั้งสองล้มละลาย  มีอำนาจจัดการเกี่ยวกับกิจการและทรัพย์สินของจำเลย




โดยอย่างที่เราทราบกันว่าหลังจากที่  "สมรักษ์ คำสิงห์" ประสบความสำเร็จได้ทั้งแชมป์ประเทศไทยและเหรียญทองกีฬาแห่งชาติ เขาได้เข้าสู่ทีมชาติครั้งแรก ในการแข่งขันโอลิมปิก ที่บาร์เซโลนา ในปี พ.ศ. 2535 สมรักษ์เริ่มมีชื่อเสียงขึ้นมาเป็นครั้งแรก จากการเป็นนักกีฬาไทย ที่ได้เหรียญทองเพียงคนเดียว ในการแข่งขันเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 12 ในปี พ.ศ. 2537 ที่เมืองฮิโรชิมา ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเกือบจะถูกตัดสิทธิ์ เพราะตรวจสมรรถภาพร่างกายไม่ผ่านในครั้งแรก ต่อมา พ.ศ. 2538 สมรักษ์ได้เหรียญทองจากกีฬาซีเกมส์ที่เชียงใหม่ และผ่านการคัดเลือก ไปแข่งกีฬาโอลิมปิกรอบสุดท้ายได้เป็นผลสำเร็จอีกครั้ง สมรักษ์โด่งดังถึงที่สุดในปี พ.ศ. 2539 เมื่อสมรักษ์สามารถคว้าเหรียญทองจากโอลิมปิกมาได้ โดยชนะ เซราฟิม โทโดรอฟ จากบัลแกเรีย ด้วยคะแนน 8-5 เส้นทางสู่ทองประวัติศาสตร์เริ่มจากรอบแรกเอาชนะแดเนี่ยล เซต้า นักชกเปอร์โตริโก 13-2, รอบสอง ชนะฟิลิป เอ็นดู จากแอฟริกาใต้ 12-7, รอบสามหรือรอบก่อนรองชนะ รามาส พาเลียนี่ จากรัสเซีย 13-4 และรอบตัดเชือก สมรักษ์ชนะ พาโบล ชาคอน จากอาร์เจนตินาไปได้ 20-8 และท้ายที่สุดเอาชนะ เซราฟิม โทโดรอฟ จากบัลแกเรียไปได้ ซึ่งก่อนการชกในรอบชิงชนะเลิศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมารได้พระราชทานกระเช้าผลไม้มายังสมรักษ์ และทีมงานพร้อมทั้งทรงอวยพรให้สมรักษ์ได้รับชัยชนะด้วย โดยการแข่งขันโอลิมปิคในครั้งนี้ สมรักษ์ ใช้ชื่อภาษาอังกฤษว่า "Kamsing Somluck" โดยเจตนาให้มีนัยทางโชคด้วย ซึ่งการคว้าเหรียญทองโอลิมปิกในครั้งนี้ การสื่อสารแห่งประเทศไทย (กสท.) ได้ออกแสตมป์ที่มีรูปการชกรอบชิงชนะเลิศของสมรักษ์ ราคาดวงละ 6 บาท มาด้วย เพื่อเป็นที่ระลึกถึงเหตุการณ์นี้ และทางกองทัพเรือ (ทร.) ต้นสังกัดก็ได้เลื่อนยศให้สมรักษ์ เป็น เรือตรี (ร.ต.) ซึ่งเดิมสมรักษ์มียศเป็น จ่าเอก (จ.อ.)

 




ต่อมา สมรักษ์ ก็ได้ออกมาเปิดใจว่า เรื่องนี้เป็นคดีเก่าที่ค้างคามาหลายสิบปีแล้ว ตั้งแต่สมัยยังคงชกมวยสมัครเล่นรับใช้ชาติอยู่ สาเหตุมาจากความไม่รู้ไม่เชี่ยวชาญในเรื่องเอกสารต่างๆ การทำธุรกิจ สุดท้ายก็เลยกลายเป็นคดียืดเยื้อมาจนถึงปัจจุบัน

“มันเป็นเรื่องเก่าๆ ที่ผมไป ลงทุนเซ็นเอกสาร เรื่องธุรกิจเปิดปั๊มน้ำมัน ให้กับพ่อตาแม่ยายที่จังหวัดชัยภูมิ เมื่อหลายปีก่อน โดยเราไปลงชื่อเซ็นในเอกสาร พอกิจการมันไปไม่รอด ก็เลยขาดทุนกลายเป็นหนี้สิน เพราะเราไม่รู้เรื่องในรายละเอียด สุดท้ายมันก็เลยเป็นหนี้สินลามไปถึงเรื่องบ้านต้องเป็นหนี้ราวๆ สี่ล้านกว่าบาท แต่อยากให้ดูตัวอย่าง พี่ระ เขาทราย แกแลคซี่ ก็เคยประสบปัญหาแบบนี้มาก่อน สามปีเขาก็ตั้งตัวขึ้นใหม่ได้ ทุกวันนี้ ชีวิตเขาก็มีความสุขเริ่มต้นใหม่ได้ ตัวผมเองก็ยืนยันว่า ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด ผมยังแฮปปี้ดีทุกวันนี้”

“ก็อยากฝากขอบคุณถึงแฟนๆ ทุกคนที่เป็นห่วง ตอนนี้ผมมีลูกพี่ มีเจ้านายที่ยินดีช่วยเหลือ ตัวผมเองถึงจะถูกฟ้องล้มละลาย มันก็เป็นหนี้สินเฉพาะตัวผม ตราบใดที่ลูกสาวและลูกชาย ทุกวันนี้ ต่างก็เติบโต และมีงานทำมีรายได้ทั้งวงการบันเทิง รายการทีวี ก็ยังมีรายได้เดือนละแสนกว่าบาท ช่วยเหลือครอบครัวเราให้อยู่ได้ ตัวผมเองก็มีงานละคร งานกิจกรรมต่างๆ ก็ยังสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุขครับ” เจ้าของฉายา “ไม่ได้โม้” กล่าว



เรียบเรียงโดย

เอกสิทธิ์ ชูวารี