ซุปเปอร์ไต้ฝุ่น"มังคุด"รุนแรงที่สุดในรอบ25ปี ไทยโดนหางเลขฝนตกหนัก!

Publish 2018-09-13 14:25:17



วันที่ 13 สิงหาคม 2561 ไต้ฝุ่นมังคุด ทวีกำลังเป็นไต้ฝุ่นระดับ 5 เทียบเท่าระดับซูเปอร์ไต้ฝุ่น ความเร็วลมใกล้จุดศูนย์กลาง 274 กม./ชม. ความแรงลมกระโชก 330 กม./ชม. เคลื่อนตัว 22 กิม./ชม.จากความเร็วลม นับว่ารุนแรงกว่าซูเปอร์ไต้ฝุ่น เชบี ทำลายสถิติของซูเปอร์ไต้ฝุ่น เชบี ไปแล้ว โดย เชบี ที่ถล่มภูมิภาคคันไซทางภาคกลาง เคลื่อนที่ด้วยความเร็วลมสูงสุด 216 กม./ชม. ความเร็วลมศูนย์กลางสูงสุดที่ 162 กม./ชม. เป็นไต้ฝุ่นรุนแรงที่สุดนับแต่ปี 2536 ผู้เสียชีวิต 9 คน บาดเจ็บกว่า 300 คน ถือว่ารุนแรงที่สุดในรอบ 25 ปี

 



โฆษกกรมอุตุนิยมวิทยา สุรพงษ์ สาระปะ ประเมินว่า ความรุนแรงของซูเปอร์ไต้ฝุ่นมังคุด จะรุนแรงแรงกว่า เชบี เริ่มส่งผลกระทบกับฟิลลิปินส์ทางตอนใต้แล้ว หากให้ประเมินความเสียหาย ภูมิประเทศของฟิลลิปินส์ไม่ค่อยมีสิ่งปลูกสร้าง อาคาร ตึก สนามบิน เหมือนกับทางญี่ปุ่น เพราะฉะนั้นความเสียหายจะอยู่ที่บ้านเรือนของประชาชน ระดับของซูเปอร์ไต้ฝุ่น คือ ตั้งแต่ 180-220 กม. ต่อชั่วโมง จะเรียกว่าซูเปอร์ไต้ฝุ่น หรือ ระดับ 3- 5 ขึ้นไป สำหรับไทยจะได้รับผลกระทบ วันที่ 17-18 กันยายน เมื่อพายุมาถึงฮ่องกง จะแตกเซลล์ได้เร็วมาก เนื่องจากเจอความกดอากาศสูงที่กดลงมา อาจไกลถึงพม่า ส่งผลให้มีฝนตกในประเทศไทย

 

 

จับตาซูเปอร์ไต้ฝุ่น มังคุด ถล่มฟิลิปินส์แม้เวลานี้ยังเคลื่อนอยู่ในทะเล ยังไม่ขึ้นฝั่ง ฟิลลิปินส์ แต่รัศมีนำของยาก เริ่มสางผลกระทบ ทำให้ต้องจับตาว่า หากพายุนี้ขึ้นฝั่ง ศูนย์กลางตาพายุเคลื่อนผ่าน ในช่วง 14-15 กันยายน จะสร้างความเสียหายได้รุนแรงเพียงใดแมรี จอย อีบาลาโรซา เจ้าหน้าที่ของสภากาชาดฟิลิปปินส์ ระบุว่า มีประชาชนถึง 3 ล้านคนที่อาศัยบนเส้นทางผ่านของไต้ฝุ่นมังคุด นอกจากนี้ยังมีประชาชนอีก 7 ล้านคนที่เสี่ยงได้รับผลกระทบ ทิศทางการเคลื่อนตัวนับจากนี้ ศูนย์เตือนภัยไต้ฝุ่นร่วม (JTWC ) ได้ปรับคาดการณ์ รัศมีของพายุกินพื้นที่มาถึงประเทศไทย ทางเหนือ อีสาน แต่ต้องจับตาดูกันในระอันใกล้

 

 

ขณะเดียวกัน การเส้นทางพายุ "มังคุด" (MANGKHUT) บริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกมีแนวโน้มการเคลื่อนผ่านเกาะลูซอน ฟิลิปปินส์ นับว่าจะเป็นไต้ฝุ่นลูกแรกของปี ที่ฟิลิปินส์จะได้รับผลกระทบ พื้นที่ต่อไปตอนใต้ของเกาะไต้หวัน 14-15 กันยายน 2561 หลังจากนั้นจะเคลื่อนลงทะเลจีนใต้ตอนบน และผ่านเกาะฮ่องกง เคลื่อนขึ้นฝั่งประเทศจีนตอนใต้ 16-18 กันยายน ส่งผลทางอ้อมกับไทย ทำให้มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน อ่าวไทยมีกำลังแรงอย่างต่อเนื่อง ไทยมีฝนเพิ่มมากขึ้น ฝนตกหนักบางพื้นที่ โดยเฉพาะบริเวณพื้นที่รับลมมรสุมด้านตะวันตกภาคกลาง กาญจนบุรี เพชรบุรี ภาคตะวันออก ภาคใต้ฝั่งตะวันตก 
 

 



ขณะที่สภาพอากาศในบ้านเราก็ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด ประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา"พายุ “บารีจัต” (BARIJAT) " ฉบับที่ 9 ลงวันที่ 13 กันยายน 2561เมื่อเวลา 10.00 น. ของวันนี้ (13 ก.ย. 61) พายุโซนร้อน “บารีจัต” (BARIJAT) บริเวณด้านตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะไหหลำ ประเทศจีน หรือมีศูนย์กลางอยู่ที่ละติจูด 20.8 องศาเหนือ ลองจิจูด 110.2 องศาตะวันออก มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลาง ประมาณ 65 กิโลเมตรต่อชั่วโมง กำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตก ด้วยความเร็วประมาณ 22 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พายุนี้กำลังจะเคลื่อนผ่านตอนบนของเกาะไหหลำ ประเทศจีน คาดว่า จะเคลื่อนขึ้นสู่ฝั่งประเทศเวียดนามตอนบนในวันนี้ (13 ก.ย. 61) แล้วจะอ่อนกำลังลงเป็นดีเปรสชัน และหย่อมความกดอากาศต่ำตามลำดับ ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังปานกลางพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย

 

ลักษณะเช่นนี้ทำให้มีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก อนึ่ง พายุไต้ฝุ่น “มังคุด” (MANGKHUT) บริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกมีแนวโน้มการเคลื่อนผ่านเกาะลูซอน ประเทศฟิลิปปินส์ และตอนใต้ของเกาะไต้หวัน ในช่วงวันที่ 14-15 กันยายน 2561 หลังจากนั้นจะเคลื่อนลงทะเลจีนใต้ตอนบน และผ่านเกาะฮ่องกง โดยจะเคลื่อนขึ้นฝั่งประเทศจีนตอนใต้ ในช่วงวันที่ 16-18 กันยายน 2561 ตามลำดับ ซึ่งจะส่งผลให้มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยมีกำลังแรง ทำให้บริเวณพื้นที่รับลมมรสุมด้านตะวันตกของภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก มีฝนตกอย่างต่อเนื่อง และมีฝนตกหนักบางพื้นที่ สำหรับบริเวณภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จะมีฝนเพิ่มมากขึ้นและมีฝนตกหนักเกิดขึ้นได้ในช่วงวันที่ 17-19 กันยายน 2561 ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังผลกระทบจากฝนตกหนักและฝนตกสะสม ที่อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง รวมถึงดินโคลนถล่ม สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบน

 

ในช่วงวันที่ 16-19 กันยายน 2561 จะมีกำลังแรงขึ้น โดยบริเวณทะเลอันดามันมีคลื่นสูง 2-4 เมตร และอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ขอให้ชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และเรือเล็กควรงดออกจากฝั่ง และขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งให้ระมัดระวังคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่ง ในช่วงเวลาดังกล่าวไว้ด้วยจึงขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด และติดตามข้อมูลที่เว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา http://www.tmd.go.th หรือ สายด่วนพยากรณ์อากาศ 1182 ได้ตลอด 24 ชั่วโมงประกาศ ณ วันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2561 เวลา 11.00 น.กรมอุตุนิยมวิทยาจะออกประกาศฉบับต่อไปใน วันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2561 เวลา 17.00 น.

 

พยากรณ์อากาศ 7 วันข้างหน้า ระหว่างวันที่ 13 กันยายน 2561 - 19 กันยายน 2561 ในช่วงวันที่ 13 – 19 ก.ย. 61 บริเวณประเทศไทยจะมีฝนเพิ่มมากขึ้น กับมีฝนตกหนักบางแห่งภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ สำหรับทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูง 2-3 เมตร และบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตรข้อควรระวัง   ในช่วงวันที่ 13 – 14 และ 17 – 19 ก.ย. 61 ขอให้ประชาชนบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ตอนบน ระวังผลกระทบจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสมต่อเนื่อง ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง และดินโคลนถล่มไว้ด้วย สำหรับชาวเรือบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบน ควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และเรือเล็กบริเวณทะเลอันดามันควรงดออกจากฝั่ง สำหรับผู้ที่จะเดินทางไปเกาะฮ่องกงในช่วงวันที่ 13-14 ก.ย. 61 และเกาะลูซอนประเทศฟิลิปปินส์ตอนใต้ของเกาะไต้หวัน และเกาะฮ่องกงในช่วงวันที่ 14-16 ก.ย. 61 ขอให้ตรวจสอบสภาพอากาศก่อนเดินทางด้วยเนื่องจากมีพายุอยู่บริเวณดังกล่าว

 

ในช่วงวันที่ 13 – 19 ก.ย. 61 ร่องมรสุมจะเลื่อนลงมาพาดผ่านภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลางตอนบน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมบริเวณทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย จะมีกำลังแรงขึ้น ทำให้ประเทศไทยมีฝนเพิ่มมากขึ้น กับมีฝนตกหนักบางพื้นที่ สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนจะมีกำลังแรง อนึ่ง พายุโซนร้อน “บารีจัต” (BARIJAT) บริเวณทะเลจีนใต้ตอนบน คาดว่าพายุนี้จะเคลื่อนผ่านตอนใต้ของเกาะฮ่องกง และเกาะไหหลำ ประเทศจีนในช่วงวันที่ 13-14 ก.ย. 61 หลังจากนั้นจะอ่อนกำลังบริเวณเกาะไหหลำ สำหรับพายุไต้ฝุ่น “มังคุด” (MUNGKHUT) บริเวณมหาสมุทรแปซิฟิก คาดว่าพายุนี้จะเคลื่อนผ่านเกาะลูซอนประเทศฟิลิปปินส์และตอนใต้ของเกาะไต้หวันในช่วงวันที่ 14-15 ก.ย. 61 หลังจากนั้นจะเคลื่อนลงทะเลจีนใต้ตอนบนและขึ้นฝั่งบริเวณเกาะฮ่องกงและชายฝั่งด้านตอนใต้ของประเทศจีน แล้วผ่านเกาะไหหลำ และประเทศเวียดนามในช่วงวันที่ 16-19 ก.ย. 61 หลังจากนั้นจะอ่อนกำลังบริเวณประเทศเวียดนาม
 

อย่างไรก็ตาม แม้หลายพื้นที่มีเขื่อนเป็นเครื่องมือบริหารจัดการน้ำ แต่ขณะนี้หลายเขื่อนมีน้ำเกินระดับเก็บกักปกติ (100% ของความจุ) เช่น เขื่อนแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี มีน้ำ 101% ของความจุ และเขื่อนน้ำอูน จ.สกลนคร มีน้ำ 105% ของความจุ เมื่อมีปริมาณฝนเข้ามาเพิ่ม เขื่อนจะไม่มีศักยภาพในการหน่วงน้ำ และจะส่งผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายเขื่อน ทั้งน้ำเอ่อล้นตะลิ่งและน้ำท่วมบ้านเรือนของประชาชน ส่วนพื้นที่ภาคกลาง สิ่งที่น่ากังวลคือปรากฎการณ์ “ฝนตกแช่” หากฝนตกเฉพาะบางจุดเป็นเวลานาน จะส่งผลให้ระดับน้ำเพิ่มขึ้นรวดเร็ว ขณะเดียวกันเขื่อนในภาคกลาง เช่น เขื่อนขุนด่านปราการชล จ.นครนายก มีการระบายน้ำเต็มศักยภาพอยู่แล้ว เมื่อมีฝนตกเพิ่มจึงเสี่ยงน้ำท่วม

 

ทั้งนี้ ประเด็นน้ำเหนือที่เพิ่มขึ้นจากประมาณฝนใน 1 สัปดาห์นับจากนี้ จะไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ภาคกลาง-พื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยามากนัก พิจารณาจากเขื่อนภูมิพลที่รับน้ำจากลุ่มน้ำปิง มีน้ำเพียง 62% ของความจุ ยังรับน้ำได้มาก ขณะที่เขื่อนสิริกิติ์ที่รับน้ำจากลุ่มน้ำน่าน มีน้ำ 81% ของความจุ แม้เกินเกณฑ์ควบคุม แต่ยังรับน้ำได้อีกพอสมควร แต่สิ่งที่น่ากังวลคือสถานการณ์ลุ่มน้ำยม เพราะตลอดลุ่มน้ำไม่มีเขื่อนจัดการน้ำ หากมีฝนตกหนักใน จ.พะเยา และ จ.แพร่ จะทำให้มวลน้ำทะลักมายัง จ.สุโขทัย พื้นที่แรกที่อาจได้รับผลกระทบ คือ อ.ศรีสัชนาลัย ซึ่งปัจจุบันมีอัตราการไหลของน้ำ 327 ลบ.ม.ต่อวินาที ขณะที่แม่น้ำมีศักยภาพรับน้ำได้ถึง 1,360 ลบ.ม./วินาที

 

ด้านนายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน ยืนยันว่า กรมชลประทานมีแผนรับมือกับมวลน้ำในภาคเหนือ เช่น จ.สุโขทัย มีพื้นที่รับน้ำทั้งแก้มลิงและทุ่งนาที่เก็บเกี่ยวแล้ว ส่วนพื้นที่อื่นๆ ในลุ่มน้ำเจ้าพระยาก็ได้เตรียมพื้นที่รับน้ำไว้แล้ว จึงคาดว่าน้ำเหนือจะไม่กระทบต่อสถานการณ์น้ำในภาคกลาง

 



เรียบเรียงโดย

นายลัทธภพ แก้วโย