ท่านอย่าทำแบบนี้ครับ ทรัพย์สินของผม!!!ตำรวจขอดูใบขับขี่ให้ดูแต่โดยดี แต่ตำรวจจะยึด เชิญไปโรงพักบอกขอดูบันทึกการจับกุม ลั่น ตำรวจคือภัยสังคม

Publish 2018-07-17 12:14:11



ในเฟซบุ๊ก มงคล บุญศักดิ์เลิศวทยา โพสต์ข้อความพร้อมคลิปดระบุว่า...

คลิปเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อ วันที่ ๑๖ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๖๑
เวลา ๑๐.๕๘ น ที่เริ่มบันทึก โดยก่อนหน้านั้นมิได้มีการบันทึก
คลิปวิดิโอนี้เป็นส่วนกนึ่งของคลิปวิดิโอที่มีประกอบด้วยกัน 
๔ ไฟท์

และเพื่อประโยชน์ในทางคดี ในบางเนื้อหาจึงขออนุญาตสงวนไว้ ในการแสดงความเห็นขอให้แสดงเฉพาะในส่วนที่กำลังมีการพูดถึง ข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงหรือการคาดเดา ไม่แนะนำให้นำมากล่าว เพราะอาจไปละเมิดผู้อื่นให้เกิดความเสียหายได้

ในส่วนประเด็นที่อยากนำเสนอ เป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจ และผมในฐานะเป็นผู้เสียหายซึ่งได้รับผลกระทบ จากการทำงานของข้าราชการตำรวจ สกัด บก.จร หน่วยงานย่อยใต้ทางด่วนพระราม ๔ ที่น่าจะมีความคาดเคลื่อนในข้อกฎหมายที่อาจรับรู้มาผิดๆ ร่วมทั้ง สิทธิ์ของผู้ถูกจับกุม ที่รับรองจากกฎหมาย และ.ป.วิ.อ. ในประเด็นการจับกุมผู้กระทำผิดที่ไม่มีหมายจับ

ส่วนตัว....เห็นว่าหากปล่อยไว้ให้ตำรวจผู้ต้องบังคับใช้กฎหมาย มีความเข้าใจผิดในบทบัญญัติของกฎหมายแล้ว ผลเสียที่จะเกิดก็จะส่งผลร้ายต่อสังคม อย่างมหาศาล และสังคมจะอยู่อย่างไม่มีความปลอดภัย

เรื่องราวนี้เป็นคลิปวิดิโอแรก ที่ผมเองมีความจำเป็นต้องบันทึกไว้เพื่อเป็นหลักฐาน หลังถูกนายตำรวจที่ปรากฎในคบิปวิดิโอ กล่าวหาในฐานความผิดที่ไม่มีกฎหมายไทยบัญญัติให้เป็นความผิด ในข้อหา "ไม่จัดให้มีสิ่งปกคลุมสิ่งของที่บรรทุก"

สังคมต่างทราบดีผมสู้ในข้อกล่าวหานี้มาตลอด และเห็นว่าเป็นเรื่องที่ไม่ยุติธรรมต่อประชาชน ที่ตำรวจเที่ยวตีความกฎหมายแบบอำเภอใจ โดยตีความว่า การจัดสิ่งป้องกัน ตามกฎหมายว่า จัดสิ่งปกคลุม

การปกคลุม เป็นเพียง ๑ ในวิธีการจัดสิ่งป้องกัน ไม่ใช่เจตนาของกฎหมายที่ต้องการให้ผู้ขับรถทำ เพราะหากสิ่งของที่บรรทุกเป็นเหล็กที่มีน้ำหนักมากๆ การปกคลุมมิอาจป้องกันการตกหล่นลื่นไหลจากตัวรถได้



สำหรับประเด็นข้อกล่าวหาที่ตำรวจกล่าวหา ผมขออนุญาตข้ามไปใช้สิทธิ์ในศาล นะครับ ได้ข้อยุติอย่างไรก็จะมานำเสนอต่อไป สำหรับส่วนนี้ผมมีความแรารถณาที่จะทำให้สังคมเห็นอยู่แล้วเป็นส่วนความตั้งใจ เพราะสังคมต้องได้รับความเดือนร้อนจากการกล่าวหาในข้อหานี้มานาน

และในส่วนที่นำเสนอคือ ขั้นตอนการจับกุมหลังตำรวจพบการ
กระทำผิด ในกรณีนี้เป็นความผิดตาม พรบ.จราจรทางบก ตร.สามารถจับกุมได้ด้วย ม๑๔๐ ซึ่งในกรณีนี้ผมเห็นว่าไม่มีความเป็นธรรมเพราะการรับใบสั่ง เท่ากับผมยอมรับความผิดที่ไม่ได้ก่อ และต้องถูกจำกัดสิทธิ์อย่างไม่สมเหตุสมผล

ผมจึงเลือกที่จะไม่รับใบสั่ง เพื่อมิให้ถูกจำกัดสิทธิ์

ความเป็นเจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ มีความเป็นเจ้าพนักงานตาม ป.วิ.อ. ก็ชอบที่สามารถใช้การจับกุมตาม ป.วิ.อ.ได้ ตาม ม๘๓ การไม่สามารถออกใบสั่งไม่ได้หมายความว่าตัดสิทธิ์ในการจับกุมผู้กระทำผิด

ซึ่งผมก็ร้องขอให้ตำรวจปฏิบัติ เพื่อผมจะใช้สิทธิ์ผู้ถูกจับกุม
และที่ปรากฎตามคลิปในคำชี้แจ้ง นอกจากไม่ปฏิบัติแล้วยังประวิงเวลา กักขัง หน่วงเหนียว และใช้การข่มขู่ เพิ่มข้อกล่าวหาตลอดโดยมีตำรวจยศดาบตำรวจเข้ามาใช้ถ้อยคำกล่าวกาเพิ่มโดยตลอดทั้งๆที่ผมไม่ได้กระทำผิด

เวลาล่วงนานเกินกว่า ครึ่งชั่วโมง สุดท้ายได้เอาไปซึ่งบัตรประชาชนโดยไม่ระบุเป็นผล

การกระทำของตำรวจชุดนี้ ระบุว่าเป็นการออกปฏิบัติหน้าที่กวดขันตามแยกตามคำสั่ง.ซึ่งผมก็ไม่ทราบว่ามีหนังสือสั่งการหรือไม่แอบอ้างกันแน่ ซึ่งหากมีการสั่งการ ผู้สั่งการก็รือหนึ่งในผู้กระทำผิดที่ผมได้แจ้งคใามไว้แล้ว ที่ สน.ทุ่งมหาเมฆ แม้การแจ้งความตำรวจผู้รับแจ้งจะไม่รับแจ้งตามที่ผมร้องขอ แจ้งเพื่อดำเนินคดีกับตำรวจที่ปรากฎตามคลิปและผู้เกี่ยวข้องสั่งการก็ตาม

ผมในฐานะประชาชน ที่ต้องการการ"พิทักษ์สันติราษฎร์" จาก ตำรวจ สน.ทุ่งมหาเมฆ ให้ติดตามบัตรประชาชนแล้วแจ้งให้ผมไปรับและติดตามผู้กระทำความผิดมารับโทษอย่างที่ควรเป็น

เหตุนี้ ไม่ใช่เป็นเหตุการณ์ครั้งแรกที่เกิดกับผม โดยเฉพาะกับ หน่วยงาน บช.น และ บก.จร

หลายตรั้งที่ต้องเสียเวลาไปขอความนุริธราม ผ่านหน่วยงานที่รับผิดชอบอย่าง ปปท ที่วันนี้มีแต่เงียบ และไร้ทีท่าว่าจะมีปลในทางที่ควรเป็น แต่ภัยที่เกิดขึ้นจากตำรวจจราจรที่อาศัยระบบกล่าวหา สร้างความเดือนร้อนกับสังคมก็ยังคงทำกันอย่างหนักขึ้น และ หนักขึ้น

น้อยคนที่ยอมเสียเวลา เสียเงินที่มากดว่าค่าปรัยทวงถาม ส่วนม่กแล้วเลือกจ่ายข้างถนน เพราะเสียน้อยกว่า อันเป็นเหตุผลที่ตำรวจทั้งประเทศยึดเป็นแบบอย่าง

ผมเห็นว่า วันนี้ ตำรวจคือภัยของสังคมตัวจริง ที่ต้องการการแก้ไข ปล่อยไว้ ความสงบเรียบร้อยในสัฝคมไม่มีวันเกิด เงินที่ได้ข้างถนนจากระบบกล่าวหาในวันนี้ สังคมเลือกจ่ายไปกับการเก็บสะสมความเกลียดชัง

สำหรับผู้มีความสนใจในเรื่องราวที่นำเสนอนี้ ก็โปรดแชร์และกดไลด์ กดติดตาม ตพรวจเลวๆ ที่กล้าละเมิดผมำด้ก็ละเมิดต่อทุกคนในสังคมได้ กฎหมายมีแต่ไม่ปฏิบัติก็ไม่สมควรเป็นตำรวจ

สน.ทุ่งมหาเมฆ จะพิทักษ์สันติร่ษฏร์ตามคืนบัตรประชาชนและตามผู้กระทำผิดมาลงโทษได้หรือไม่หรือจะจับกุมผู้เคารพในกฎหมายไปดำเนินคดี วันนี้ผมขอเรียกร้อง

 

 

 



ทั้งนี้เรามาดูกันว่าตำรวจสามารถยึดใบขับขี่ได้หรือไม่

1) อำนาจจราจร — การขับรถตามท้องถนน แล้วเจอด่านตำรวจ หรือ มีตำรวจเรียกให้หยุด ก็เป็นหน้าที่ของเราผู้ขับต้องหยุดรถ และ อำนวจความสะดวกแก่เจ้าหน้าที่ผู้ตรวจสอบ
หากมีคำสั่งให้หยุดรถแล้วไม่ปฎิบัติตาม โดยไม่มีเหตุผล หรือ ข้อแก้ตัวที่เหมาะสม ก็อาจโดนโทษจำคุกไม่เกิน 10 วัน หรือปรับไม่เกิน 500 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หากถึงขั้นพุ่งชนสิ่งกีดขวางแล้วหลบหนี ก็มักผิดกว่ากฎหมายจราจรธรรมดา เพราะถือเป็นการต่อสู้กับเจ้าพนักงาน อาจโดนโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 2,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

2) การยึดบัตรต่างๆของเจ้าหน้าที่ตำรวจ -มีข้อถกเถียงกันมานาน แล้วว่าเมื่อตำรวจจับกุมผู้กระทำความผิด เช่นขับขี่จักรยานยนต์โดยไม่สวมหมวกกันน็อคหรือขับโดยไม่พกใบอนุญาตขับขี่ ตำรวจมีอำนาจยึดบัตรประชาชน บัตรเครดิต หรือ บัตรอื่นๆ (ไม่รวมถึงใบอนุญาตขับขี่) หรือการยึดกุญแจรถคันนั้นได้หรือไม่ เมื่อสำรวจกฎหมายที่เกี่ยวข้องเช่น กฎหมายจราจรทางบก กฎหมายรถยนต์ กฎหมายบัตรประจำตัวประชาชน ไม่ปรากฎว่ามีมาตราใด ให้อำนาจตำรวจจราจรยึดบัตรประชาชน หรือ บัตรอื่นๆได้ และยิ่งเป็นการยึดกุญแจ (ตำรวจยิ่งไม่มีอำนาจกระทำได้)

ใบขับขี่เป็นทรัพย์สิน ปกติคนอื่นเอาทรัพย์สินเราไปโดยไม่มีสิทธิ ย่อมเป็นความผิดในฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๓๔ ได้ ซึ่งวางหลักว่า “ผู้ใดเอาทรัพย์ของผู้อื่นไป ย่อมมีความผิดฐานลักทรัพย์” โดยการเอาไปในที่นี้ต้องเป็นการเอาไปโดยไม่มีสิทธิหรือไม่มีอำนาจตามกฎหมาย ดังนั้น หากผู้เอาไปซึ่งทรัพย์สินมีสิทธิหรืออำนาจตามกฎหมาย ผู้เอาไปย่อมไม่มีความผิดฐานลักทรัพย์ เช่น ลูกหนี้ที่แพ้คดีแพ่งในศาล และไม่ยอมชำระเงินตามคำพิพากษา ต่อมาศาลออกคำสั่งยึดทรัพย์เพื่อขายทอดตลาด แม้ลูกหนี้เป็นเจ้าของทรัพย์สิน แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีก็มีอำนาจตามกฎหมายที่จะยึดทรัพย์ได้ เป็นต้น ซึ่งกรณีนี้ก็จะไปแจ้งความว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีลักทรัพย์ก็ไม่ได้

 

ตำรวจจราจรมีอำนาจในการยึดใบขับขี่หรือไม่ ซึ่งพิจารณาเป็นลำดับได้ดังนี้

1.ในระบบกฎหมายไทย เจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน ย่อมเป็นผู้ที่มีอำนาจแห่งกรรมสิทธิ์ในการจำหน่าย จ่าย โอน ทร้พย์สิน รวมถึงทำลายทรัพย์สินนั้นได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๓๖ บัญญัติไว้ว่า
“มาตรา ๑๓๓๖ ภายในบังคับแห่งกฎหมาย เจ้าของทรัพย์สินมีสิทธิใช้สอยและจำหน่ายทรัพย์สินของตนและได้ซึ่งดอกผลแห่งทรัพย์สินนั้น กับทั้งมีสิทธิติดตามและเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ และมีสิทธิขัดขวางมิให้ผู้อื่นสอดเข้าเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินนั้นโดยมิชอบด้วยกฎหมาย”

2.อำนาจแห่งกรรมสิทธิ์ที่ว่านี้ หากมีกฎหมายกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ก็ต้องเป็นไปตามกฎหมายนั้น ๆ เพราะประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๓๓๖ นั้น ขึ้นต้นด้วยถ้อยคำว่า “ภายในบังคับแห่งกฎหมาย เจ้าของทรัพย์สินมีสิทธิใช้สอย จำหน่ายทรัพย์สิน ….” ซึ่งหมายความว่า หากมีกฎหมายอื่นกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น กฎหมายนั้น ๆ ย่อมริดรอนสิทธิหรืออำนาจแห่งกรรมสิทธิ์ของเจ้าของกรรมสิทธิ์ได้
ตัวอย่างเช่น หากเราเป็นเจ้าของที่มีกรรมสิทธิ์ในดินสอหนึ่งแท่ง วันหนึ่งเราอาจหักดินสอ เช่นนี้ เราก็สามารถทำได้ เพราะเราเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ย่อมมีสิทธิในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ อีกทั้งไม่มีกฎหมายกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น

3.ตำรวจจราจรจะมีอำนาจยึดใบขับขี่หรือไม่ จากที่กล่าวมาทั้ง ๒ ประการข้างต้น จะเห็นว่า ใบขับขี่เป็นกรรมสิทธิ์ของเรา คนอื่นจะมายึดมายุ่งโดยไม่มีอำนาจตามกฎหมายไม่ได้


ดังนั้น หากตำรวจจะยึดใบขับขี่ในกรณีที่เราทำผิดกฎจราจรได้ ก็ต้องค้นหาว่าตำรวจอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติใดแห่งกฎหมายที่จะยึดใบขับขี่ ทั้งนี้เพราะหลักกฎหมายทั่วไปมีว่า “เจ้าหน้าที่ของรัฐจะใช้อำนาจกระทบสิทธิและเสรีภาพของบุคคลไม่ได้ เว้นแต่จะอาศัยอำนาจที่กฎหมายบัญญัติไว้” ซึ่งหากไม่มีกฎหมายให้อำนาจไว้ ตำรวจก็จะยึดใบขับขี่ไม่ได้ หากยึดไปโดยไม่มีกฎหมายให้อำนาจก็อาจจะเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ได้

พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.๒๕๒๒ บัญญัติไว้ว่า “มาตรา ๑๔๐ เมื่อเจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่พบว่าผู้ขับขี่ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามบทแห่งพระราชบัญญัตินี้ หรือกฎหมายอันเกี่ยวกับรถนั้นๆ จะว่ากล่าว ตักเตือนผู้ขับขี่ หรือออกใบสั่งให้ผู้ขับขี่ชำระค่าปรับตามที่เปรียบเทียบก็ได้ ในกรณีที่ไม่พบตัวผู้ขับขี่ก็ให้ติดหรือผูกใบสั่งไว้ที่รถที่ผู้ขับขี่เห็นได้ง่าย

สำหรับความผิดที่กำหนดไว้ในมาตรา ๑๕๗/๑ มาตรา ๑๕๙ มาตรา ๑๖๐ มาตรา ๑๖๐ ทวิ และมาตรา ๑๖๐ ตรี ห้ามมิให้ว่ากล่าวตักเตือนหรือทำการเปรียบเทียบ

ในการออกใบสั่งให้ผู้ขับขี่ชำระค่าปรับตามที่เปรียบเทียบตามวรรคหนึ่ง เจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่จะเรียกเก็บใบอนุญาตขับขี่ไว้เป็นการชั่วคราวก็ได้ แต่ต้องออกใบรับแทนใบอนุญาตขับขี่ให้แก่ผู้ขับขี่ไว้ และเจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ต้องรีบนำใบอนุญาตขับขี่ที่เรียกเก็บไว้ไปส่งมอบพนักงานสอบสวนภายในแปดชั่วโมง นับแต่เวลาที่ออกใบสั่ง

ใบรับแทนใบอนุญาตขับขี่ที่ออกให้ตามวรรคสามให้ใช้แทนใบอนุญาตขับขี่ได้เป็นการชั่วคราวไม่เกินเจ็ดวัน เมื่อเจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือพนักงานสอบสวนได้ว่ากล่าวตักเตือนหรือทำการเปรียบเทียบปรับและผู้ขับขี่ได้ชำระค่าปรับตามที่เปรียบเทียบแล้ว ให้คืนใบอนุญาตขับขี่ทันที

ในกรณีเจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ออกใบสั่งแต่ไม่พบตัวผู้ขับขี่ ให้สันนิษฐานว่าเจ้าของรถหรือผู้ครอบครองรถเป็นผู้กระทำผิดดังกล่าว เว้นแต่สามารถพิสูจน์ได้ว่าผู้อื่นเป็นผู้ขับขี่

การกำหนดจำนวนค่าปรับตามที่เปรียบเทียบ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่อธิบดีกำหนด

ใบสั่งและใบรับแทนใบอนุญาตขับขี่ ให้ทำตามแบบที่เจ้าพนักงานจราจรกำหนด



เรียบเรียงโดย

นายลัทธภพ แก้วโย