อารมณ์ขัน อารมณ์ขลัง!! "หลวงพ่อชา สุภัทโท"ศิษย์โดนถล่มด้วยระเบิด ตายเกลี้ยง รอดเพียงคนเดียว รดน้ำมนต์ไล่ผีให้แขก หายอย่างอัศจรรย์.

Publish 2018-04-16 11:27:34



หลวงพ่อชา สุภัทโท วัดหนองป่าพง อุบลราชธานี

อภินิหารหลวงพ่อชา

กระสุนฝังกะโหลก

คุณอ้อน (ไม่ทราบชื่อจริง) ลูกเจ๊จู เมืองอุบลฯ ขณะยังเป็นวัยรุ่นไปเที่ยวแถวหน้าโรงหนังเฉลิมวัฒนา (เก่า) กับน้องชาย ผู้เป็นน้องมีเรื่องวิวาทกับจิ๊กโก๋แถวนั้น ถูกไล่ตี คุณอ้วนเป็นห่วงน้องวิ่งมาขวางจึงถูกยิงด้วยลูกซองสั้นเผาขนเข้าข้างหลัง

กระสุนไม่เข้า เพียงติดอยู่บนผิวหนังชั้นนอก แพทย์แคะออกให้จนหมด แต่มีกระสุนเม็ดหนึ่งฝังอยู่กับกะโหลกท้ายทอย แพทย์เห็นว่าไม่น่าแคะออกจึงคงเอาไว้อย่างนั้น

คุณอ้วนได้ไปกราบหลวงพ่อชาในภายหลัง เรียนท่านว่า ถูกยิง ไม่เป็นไร คงมีแต่กระสุนฝังกะโหลกอยู่เม็ดหนึ่งหมอไม่แคะออก

หลวงพ่อบอกว่า

“เอาไว้อย่างนั้นแหละ ทีนี้กัน (ปืน) ดี”

(คุณอ้วนแขวนพระเครื่องพิมพ์คล้ายสมเด็จแต่เป็นรูปเหมือนหลวงพ่อ เนื้อดอกคะยอมอยู่องค์เดียวในขณะถูกยิง)

หลวงพ่อไม่ยอมให้

คุณบรรจง เจนคูณทองคำใบ เล่าว่าเพื่อนของเขาเป็นตำรวจตระเวนชายแดน อยากจะได้พระเครื่องของหลวงพ่อชา เทียวมาเวียนขอพระของหลวงพ่อจากคุณบรรจง จนเขาต้องพาไปกราบหลวงพ่อที่วัดหนองป่าพง เพื่อให้ไปขอกับหลวงพ่อด้วยตัวเอง

เมื่อกราบขอหลวงพ่อ ปรากฏว่าท่านไม่ให้ ท่านกลับหยิบพระที่คนเขาเรียกว่าพระงั่ง ซึ่งไม่ใช่พระของท่าน (คงมีใครมาถวายไว้) ให้กับเพื่อนคุณบรรจง และบอกว่า

“ของเจ้ามันต้องอันนี้”

เพื่อนคุณบรรจงเสียใจมาก ไม่ได้พระของหลวงพ่อก็กลับมาอ้อนวอนขอจากคุณบรรจง จนกระทั่งใจอ่อน มอบให้ไป๑ องค์ (ปลดจากคอ)

ภายหลังเพื่อนคุณบรรจงกลับมารายงานว่า ได้แขวนพระหลวงพ่อชาไปรบกับคอมมิวนิสต์แถบชายแดนอุบลฯ ตัวเขาหลบอยู่ในเบิมกับเพื่อน ๒-๓ คน มีลูกอาร์พีจี ยิงมาตกกลางเบิมลูกหนึ่ง ระเบิดตูม ทุกคนตายหมด ตัวเพื่อนคุณบรรจงดำปี๋ไปทั้งตัวเพราะเขม่าดินปืน ไม่เป็นอะไรแม้แต่รอยแมวข่วนแต่ว่าพระเครื่องของหลวงพ่อที่แขวนในคอ ละเอียดป่นเป็นผงจึงอ้อนวอนขอบคุณพระบรรจงอีกแต่คราวนี้คุณบรรจงไม่ให้

หลวงพ่อโกย

คุณบุญส่ง อุกาพรหม เล่าว่า เรื่องนี้ได้ยินมาจากปากหลวงพ่อ

วันหนึ่งหลวงพ่ออารมณ์ดีเล่าว่า มีจ่าทหารคนหนึ่งได้พระเครื่องรุ่นสุดท้าย พิมพ์ห้าเหลี่ยมเล็ก ปี ๒๕๒๐ ไปเที่ยวงานวัด เกิดมีเรื่องยิงกันโดยที่จ่าทหารนายนี้ไม่เกี่ยวข้องด้วย แต่ว่ามีลูกปืนพุ่งเข้าใส่ เฉียดบั้นเอวจนเสื้อที่รัดรูปขาดไหม้แต่ไม่ถูกผิวหนัง หลวงพ่อจึงถามว่า แล้วเจ้าทำยังไงล่ะ

“ผมก็วิ่งหนี” จ่าทหารบอก

"นั่นแหละ หลวงพ่อโกย" หลวงพ่อว่า

เอาแค่สอบได้

อำพล เจน สมัยเด็กเรียนหนังสือดี ได้เซอร์ติฟิเกตถึง ๒ ใบจากโรงเรียนอัสสัมชัญ อุบลฯ พอเข้าโรงเรียนเบญจมมหาราช ปีแรกได้อยู่ห้องคิงส์ ปีที่ ๒เริ่มเกเรก็ร่วงมาห้องบ๊วย ปีที่ ๓ ทำท่าจะเรียนไม่รอด

ทุกครั้งที่สอบ อำพล เจน จะไปกราบขอพรหลวงพ่อขอให้สอบได้ที่ดี ๆ ลำดับต้น ๆ ก็ได้ดีมาตลอดตั้งแต่อยู่อัสสัมชัญ เพราะว่าเรียนค่อนข้างดี ครั้นสมัยมาอยู่โรงเรียนเบญฯก็แย่ลงไม่กล้าไปขอพร พอถึงปีสุดท้ายใกล้จะสอบไล่ ม.ศ.๓ กลัวตก ก็ไปกราบขอพรหลวงพ่อเหมือนทุกครั้ง คือขอให้สอบได้ที่ดี ๆ

คราวนี้หลวงพ่อบอกว่า

“เอาแค่สอบได้นะ”

ผลสอบออกมาเกือบตก คาบเส้นยาแดงผ่าแปด

ห้ามเลี่ยมทอง

คุณบุญส่ง อุกาพรหม เล่าว่าในโอกาสปีใหม่ปีหนึ่ง คนไปกราบนมัสการหลวงพ่อมากมาย หลวงพ่อแจกพระเกษ คุณบุญส่งก็คลานเข้าไปขอรับบ้าง รับแล้วก็มานั่งอยู่ใกล้ ๆ และได้ยินหลวงพ่อบอกว่า

“เอาไปแล้วก็อย่าไปเลี่ยมทอง แค่พลาสติคก็พอ”

“ทำไมล่ะครับ” มีคนถามท่าน

“เลี่ยมทองแล้วพระจะไม่อยู่ด้วย” หลวงพ่อตอบ “คน

มันชอบเอาทองไปขาย พระก็เลยชอบติดไปกับทอง ไม่ต้องเลี่ยมทองแหละดี พระจะได้อยู่กับตัว”



ข้อห้ามเวลาแขวนพระหลวงพ่อ

มีผู้ได้รับพระเครื่องจากหลวงพ่อแล้วถามท่านว่า พระ

ของหลวงพ่อถืออะไรไหม

“ไม่ถือ” หลวงพ่อว่า “แต่ถ้านอนกับผู้หญิงก็ถืออยู่”

เรื่องนี้ผมได้กราบเรียนหลวงปู่คำพันธ์ โฆษปัญโญว่าพระของหลวงพ่อชาก็เหมือนของหลวงปู่คำพันธ์แหละครับ คือไม่ถืออะไรเลย แต่หลวงพ่อชาว่าถ้าเป็นผู้หญิงก็ถืออยู่

หลวงปู่คำพันธ์ยิ้ม ๆ แล้วบอกว่า

“ถ้านอนด้วยกันเฉย ๆ ไม่เป็นไร แต่นอนเป็นงานเป็นการ ก็ถอดพระออกเสียหน่อย ละอายพระ”

ให้กลืนลงคอ

มีผู้เล่าให้ผมฟังว่า มีทหารคนหนึ่งได้รับพระเกษจาก

หลวงพ่อแล้ว หลวงพ่อสั่งว่า ถ้าถูกข้าศึกจับได้ให้กลืนพระเกษลงใส่ท้องทันที

“ทำไมครับ” ทหารนายนั้นสงสัย

“เดี๋ยวข้าศึกก็เอาพระเจ้าไปเท่านั้น” หลวงพ่อตอบ

สู้ของเจ้าไม่ได้

คุณกมล สินธุเชาวน์ (เหมา) เป็นหัวแรงในการสร้างเหรียญรุ่นแรกของหลวงพ่อ คือเหรียญที่ระลึกงานศพ แม่ชีพิมพ์ ช่วงโชติ โยมแม่ของหลวงพ่อ เหรียญทั้งหมดหลวงพ่อให้เก็บไว้ในกุฏิของท่าน ยังไม่แจก เก็บนานถึง ๔ ปี (รายละเอียดมีอยู่ในภาควัตถุมงคล) วันหนึ่งหลวงพ่อไปร่วมงานพุทธาภิเษกที่วัดแห่งหนึ่ง (ขอสงวนนาม) เพราะว่ารับนิมนต์ไปสวดมนต์เย็น ที่นั่น

ความจริงทางวัดแห่งนั้นมากราบนิมนต์ท่านไปนั่งปรกปลุกเสก แต่ท่านไม่รับ จึงเปลี่ยนนิมนต์ไปสวดมนต์เย็นแทน ท่านจึงรับ พอไปถึงวัดปรากฏว่าเขาจัดอาสนะให้ท่านนั่งปรกปลุกเสกท่านก็ไม่ยอม และเอะอะว่านิมนต์ท่านมาสวดมนต์เย็นท่านก็จะสวดให้ไม่ใช่ให้มานั่งปรกนี่

ตกลงท่านก็ได้ให้พระฝรั่งรูปหนึ่งขึ้นไปนั่งบนอาสนะนั่งปรกแทน ส่วนท่านนั่งสวดมนต์เย็น

ขากลับท่านให้รถพาไปทางบ้านบุ่งหวาย จะกลับวัดทางด้านนั้น ระหว่างอยู่ในรถท่านพูดกับกมลว่า

“เฮาอยากมาดูว่าเขาปลุกเสกพระอย่างไรหรอกถึงรับนิมนต์ เห็นแล้วก็จังซั่นล่ะนะ สู้ของเจ้าไม่ได้เนาะ อยูกับเฮามากี่ปีแล้ว ๓ ปีแม่นบ่ เฮาสวดให้ทุกวันเลย”

หลังจากนั้นอีก ๑ ปี ท่านจึงนำเหรียญออกแจก รวมเวลาที่เหรียญรุ่นนี้อยู่กับท่าน๔ ปีเต็ม ๆ

ขณะที่ท่านพูดนั้นเป็นปี ๒๕๒๐ เหรียญเก็บอยู่กับท่านได้ ๓ ปี

ชาตรี โสภณพานิช มาขอเหรียญหลวงพ่อชา

คุณกมล สินธุเชาวน์ เล่าว่า วันหนึ่งมีรถเบ็นซ์มาจอดหน้าบ้าน คนที่มากับรถเบ็นช์คือ คุณชาตรี โสภณพานิช มาพบคุณกมลเพื่อจะขอบูชาเหรียญหลวงพ่อชา คุณกมลจึงมอบให้เป็นที่ระลึกไปคู่หนึ่ง คือเหรียญเงินและทองแดงอย่างละเหรียญ

ผจญมารขอหวย

ลุงเกลี้ยง อุกาพรหม เป็นโยมใกล้ชิดหลวงพ่อที่สุดคนหนึ่ง ออกธุดงค์ร่วมกับหลวงพ่อมากที่สุด ถึงกับมีสัญญากันว่า ถ้าหลวงพ่อมารับเมื่อไหร่ ไม่ว่าจะกำลังทำอะไร แต่งตัวยังไง จะไปกับหลวงพ่อทันที

สมัยหนึ่งหลวงพ่อยังหนุ่มแน่น ปฏิบัติธรรมบำเพ็ญเพียรอยู่ที่ภูกอย บ้านป่าตาว (ปัจจุบันขึ้นกับจังหวัดมุกดาหาร) มีชาวบ้านมาเฝ้าขอหวย ถึงกับขนข้าวปลาอาหารมาหุงหาอยู่กินหน้ากุฏิหลวงพ่อ ซึ่งหลวงพ่อไม่ยอมออกมาภายนอกเป็นเวลาถึง ๓ วัน ๓ คืน หนักเบาก็ไม่ออกมา ฉัน บิณฑบาตก็ไม่ออกมา ท่านเก็บตัวเงียบไม่ยอมให้พวกขอหวยได้เห็นหน้า

ลุงเกลี้ยงเล่าว่าตอนนั้นหลวงพ่ออาพาธหนักด้วย ยอมทนทุกข์เวทนาอยู่ในกุฏิไม่ออกมา เพราะว่าพวกขอหวยมาเฝ้า ท่านถึงกับเอาใบสุทธิมาเผาทิ้ง เพราะคิดว่าจะต้องตายแน่นอน เมื่อตายแล้วไม่ต้องการให้คนอยู่ข้างหลังเดือดร้อนกับท่าน ไม่ต้องรู้จักว่าท่านเป็นใครมาจากไหน มีญาติพี่น้องเป็นใคร

ตายแล้วหมดเรื่องตรงนี้ ว่างั้นเถิด

ลุงเกลี้ยงเล่าว่า หลวงพ่อได้กล่าวว่า “เออ พอจะตายเข้าจริง ๆ มันสบายแท้ ๆ”

แต่ท่านก็ไม่ตาย

๓ วัน ๓ คืน ของพวกเฝ้าเอาหวยก็หมดเสบียงอาหาร พวกนั้นจึงลงจากภูกอยกลับไปบ้านเพื่อเตรียมเสบียงอาหาร มาเฝ้ากันใหม่ จังหวะที่เขากลับไปบ้านหาเสบียง หลวงพ่อก็เผ่นออกจากุฏิหนีพ้นไปได้

หลวงพ่อให้หวย

ตอนหนึ่งที่ป่าตาวอีกเหมือนกัน บ้านโยมในป่าตาวนิมนต์ท่านไปทำบุญบ้าน ลุงเกลี้ยงได้ติดตามไปด้วย เสร็จงานบุญแล้วหลวงพ่อก็กลับอุบลฯ พวกคลั่งหวยก็ตามมาส่ง จะหาโอกาสเอาหวยให้ได้

ท่านออกจากป่าตาวเดินตัดป่าไปบ้านตาดไฮ จนเลยตาดไฮจะเข้าหนองห้าง ลุงเกลี้ยงก็รำคาญเพราะเห็นว่าตามกันไม่ลดละจริง ๆ จึงว่า จะเอาเลขไปทำไมกัน พวกเขาก็ว่า จะเอาไปแทงหวย

“แทงทำไม” ลุงเกลี้ยงซัก

“จะได้เงินมาซื้ออะไรกิน” พวกเขาตอบ

“นี่เขาให้เงินฉันมา ๔๕ บาทไว้เป็นค่ารถกลับอุบลฯ เอาเงินนี่ไปซะ ไม่ต้องเอาหรอกเลข”

“ไม่เอา จะเอาเลข”

ลุงเกลี้ยงยืนยันว่าเงิน ๔๕ บาทนี้เอาไปเลย ไม่ต้องมา

เซ้าซี้เอาของไม่แน่นอน เงินนี่เห็น ๆ ว่าแน่นอนแล้ว ก็ให้แล้วยังไม่เอาอีกหรือ”

พวกเขาก็ไม่เอา

ลุงเกลี้ยงไม่ว่าอะไร พวกนั้นก็ยังคงเดินตามไม่ลดละจนกระทั่งถึงต้นสมอกลางนาต้นหนึ่ง หลวงพ่อก็หยุดพักและพูดว่า

“สมัยก่อนธุดงค์ผ่านมาทางนี้ ต้นเสมอต้นนี้แหละ มีเด็กเลี้ยงควายเก็บลูกเสมอมาถวาย ๔-๕ ลูก หว๊านหวาน เก็บเมล็ดมันเอาปลูกกินที่บ้านเด้อ”

เมื่อถึงหนองข้างแล้ว พวกคลั่งหวยเห็นว่าไม่ได้หวยแน่แล้วก็กลับ ส่วนหลวงพ่อและลุงเกลี้ยงก็ขึ้นรถประจำทางกลับถึงเมืองอุบลฯ

ขณะที่มาถึงหน้าวัดป่าแสนสำราญ อำเภอวารินชำราบ ยังไม่ถึงวัดหนองป่าพง ได้ยินหวยออกพอดี

๔๕

หลวงพ่อหัวเราะ หันมาพูดกับลุงเกลี้ยงว่า

“พวกนั้นคงคิดว่าเราให้หวยเนาะ”



รดน้ำมนต์ไล่ผี

ผมจำไม่ได้ว่าเรื่องนี้คุณกมลหรือคุณชัยสิทธิเป็นผู้เล่า เข้าใจว่าเป็นคุณกมลเล่ามากกว่า ถ้าจำผิดก็ขออภัยคุณชัยสิทธิด้วย

เรื่องมีอยู่ว่า วันหนึ่งตอนบ่าย คุณกมลและเพื่อนนั่งคุยกับหลวงพ่ออยู่ใต้ถุนกุฏิของท่าน ซึ่งปกติเป็นที่รับแขกไปในตัว

ขณะนั้นมีแขกอินเดีย ๒ ผัวเมียเดินตรงมาที่กุฏิหลวงพ่อ ฝ่ายผัวก็ส่งเสียงลั่นมาแต่ไกลให้ได้ยินว่า “ถ้าเธอยังเห็นมันเดินมาด้วยก็เตะมันเสียสิ” ซึ่งฟังแล้วไม่เข้าใจว่าเป็นอะไร เพราะฝ่ายเมียไม่ได้ตอบ คงมีแต่อาการตื่นกลัว

พอเข้ามาถึงก็เข้ากราบหลวงพ่อแล้วเล่าเรื่องถวายว่า เมียของตนเห็นว่ามีผีมากวันนี้เป็นผีแม่ชีฝรั่ง เห็นผีตัวนั้นอยู่เคียงข้างตลอดเวลา ไม่เป็นอันกินอันนอน ทำความรำคาญให้กระผมเป็นอันมาก ขอให้หลวงพ่อช่วยด้วย

หลวงพ่อบอกคุณกมลไปตักน้ำมาถังหนึ่ง แล้วท่านก็จุดเทียนทำน้ำมนต์ เสร็จแล้วรดน้ำมนต์ให้แขก๒ ผัวเมียซึ่งก้มกราบนิ่งอยู่เคียงข้างกัน

หลวงพ่อรดน้ำมนต์ให้ฝ่ายเมียก่อน แล้วรดลงตรงที่ว่างระหว่างกลางของสองผัวเมีย แล้วรดให้ฝ่ายผัว

คุณกมลสังเกตเห็นแปลกเข้าอย่างหนึ่ง สะกิดเพื่อนให้ดู หลวงพ่อรดน้ำมนต์ คือเวลาน้ำมนต์ของหลวงพ่อรดแทรกลงระหว่างกลางสองผัวเมียนั้น น้ำมนต์หายไปกลางอากาศ ไม่ตกลงสู่พื้นกุฏิ

คล้าย ๆ กับน้ำมนต์รดอะไรที่ไม่เห็นตัวเข้าอย่างหนึ่ง

เมื่อรดเสร็จแล้วหลวงพ่อให้แขกผู้ผัวเอาน้ำมนต์กลับไปบ้าน ไปเติมใส่น้ำดื่มและน้ำอาบ

แขกสองผัวเมียก็หายเงียบไป ไม่มีใครได้ข่าวอีก

หลายเดือนต่อมา หลวงพ่อต้องการด้ายสำหรับเย็บจีวร ก็สั่งให้คุณกมลไปหาซื้อด้ายมาถวาย คุณกมลหาซื้อด้ายที่หลวงพ่อต้องการทั้งเมืองอุบลฯ ไม่ปรากฏว่ามีขาย

หมดหนทางก็ข้ามมาอำเภอวารินฯ เห็นร้านของแขกขายผ้าร้านหนึ่งก็เข้าไปถามซื้อ

ไม่ทันสังเกตหรอกครับว่าเป็นแขกสองผัวเมีย

แขกผู้ผัวก็ทักทายก่อน เพราะจำคุณกมลได้ ว่า จำเขาได้ไหม เขาเคยไปรดน้ำมนต์กับหลวงพ่อ คุณกมลก็จำได้และนึกอยากรู้เรื่องอยู่แล้ว ได้โอกาสถามว่า เรื่องมันเป็นยังไง

แขกก็เล่าว่า

“เมียผมถูกผีมากวน ผมทำอย่างไรไม่หาย ไปหาใครก็ช่วยไม่ได้สักที คืนหนึ่งผมฝันเห็นหลวงพ่อชา ผมไม่รู้จักท่านมาก่อนนะครับ แต่ก็ฝันเห็นท่านมาบอกว่าให้ไปที่วัดหนองป่าพงจะช่วย ผมก็ไปหาท่านตามความฝัน แปลกใจเหมือนกันว่า ท่านมีตัวมีตนอย่างที่ฝันจริง ๆ”.

“รดน้ำมนต์แล้วหายไหม” คุณกมลซัก

“หายครับ” แขกว่า “พอกลับมาถึงบ้านเมียผมก็บอกว่า ผีไม่มีมากวนแล้ว หายจนวันนี้”

หลังจากนั้นแขกก็ถามว่าต้องการอะไรถึงมาที่ร้านเขา พอทราบจุดประสงค์ก็บอกว่าด้ายที่หลวงพ่อต้องการนั้นมีอยู่ที่ร้านพอดี ตั้งใจจะไปทำอะไรถวายหลวงพ่ออยู่แล้ว ไม่มีโอกาส จึงขอถวายด้ายนี้ทั้งกล่องเลย

เป็นอันได้ด้ายมาถวายหลวงพ่อมากกว่าที่หลวงพ่อต้องการเสียอีก

ลองกับตัวเองสิ

มีคนไปฟ้องหลวงพ่อว่า มีผู้นำพระเครื่องของหลวงพ่อไปลองยิงด้วยปืน หลวงพ่อถามว่าลองอย่างไร เขาบอกว่าลองโดยเอาพระเครื่องหลวงพ่อไปแขวนกับต้นไม้แล้วยิง หลวงพ่อถามว่า ยิงแล้วเป็นยังไง เขาว่ายิ่งออก แต่ไม่ถูกพระ

หลวงพ่อจึงว่า

“ทีหลังให้แขวนไว้กับตัว แล้วยิงใส่ตัวเองสิ มันถึงจะไม่ออก”

ขอขอบพระคุณท่านเจ้าของภาพ เจ้าของบทความ และที่มาเนื้อหาข้อมูล

จากหนังสือ บุญญฤทธิ์ พระโพธิญาณเถร

หลวงพ่อชา สุภัทฺโท วัดหนองป่าพง อำพล เจน บรรณาธิการ

ศิษย์มีครู


เรียบเรียงโดย

ศักดิ์ศรี บุญรังศรี


Suggess News

Recommend News