11 ปีเต็มเพื่อวันนี้!! ศาลฎีกาพิพากษายืนให้รพ.บำรุงราษฎร์ ชดใช้ค่าเสียหายกว่าล้าน ทำคลอดลูกเชฟดังพิการแขนขวา และขาสองข้างขาด!??

Publish 2018-03-14 21:22:25



ถือเป็นข่าวสำคัญสำหรับการต่อสู้ของคนเป็นพ่อ  เมื่อการเรียกร้องความเป็นธรรมเพื่อลูกคนหนึ่งซึ่งเชื่อว่าตกเป็นผู้พิการ  เพราะผลการทำคลอดโดยโรงพยาบาล    เดินทางมาถึงจุดสิ้นสุด  ด้วยคำพิพากษาศาลฎีกา   ให้ได้นับการชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้น

 



ทั้งนี้ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษา คดีหมายเลขดำ พ.8964/2550   ซึ่งมี นางประภาพร แซ่จึง อายุ 45 ปี และ ด.ช.ซาย เค่อ ลี หรือน้องซาย อายุ 12 ปี  ผู้พิการแขน-ขาหลังคลอด โดยทั้งสองเป็นภรรยาและบุตรชายของ มิสเตอร์  วอเตอร์ ลี  สัญชาติมาเลเซีย   เชฟชื่อดังและอดีตผู้ดำเนินรายการอาหารชื่อ "@ 5 เดลี่" อ อกอากาศสถานีโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง 5 เป็นโจทก์

 

 

 



ในการยื่นฟ้อง บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) , นพ.เดชะพงษ์ ภู่เจริญ แพทย์สูตินารีเวช และ พญ.อรชาติ อุดมพาณิชย์ แพทย์รังสีวิทยา เป็นจำเลยที่ 1 – 3 เรื่องละเมิดจากการวินิจฉัยอาการทารกในครรภ์ก่อนคลอดไม่ครบถ้วน จึงให้ร่วมกันชดใช้เงินค่าเสียหายทางจิตใจ และค่ารักษา ค่าอวัยวะเทียม รวม 390,966,293 บาท

 

จากกรณีเมื่อวันที่ 30 ก.ย.49 นางประภาพร ภรรยาของนายวอลเตอร์ ลี ได้ฝากครรภ์ที่ รพ.บำรุงราษฎร์ แต่ปรากฏว่าบุตรชายออกมา มีความพิการแขนขวา และขาทั้งสองข้างขาด ทั้งที่การฝากครรภ์แพทย์ระบุผลอัลตราซาวด์ว่า บุตรในครรภ์ของนางประภาพร สมบูรณ์และแข็งแรงดี

 

ทั้งนี้ศาลจังหวัดพระโขนง ที่เป็นศาลชั้นต้น  ได้มีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 25 ธ.ค.2552 เห็นว่า บริษัทบริหารโรงพยาบาลและแพทย์ทั้งสอง ที่ถูกฟ้องเป็นจำเลยได้กระทำประมาทเลินเล่อต่อโจทก์ทั้งสอง และละเว้นหน้าที่ที่ต้องระวัง เมื่อปี 2549 ในการตรวจเช็คความพิการของทารกขณะตั้งครรภ์ก่อนคลอด และการอธิบายวิธีการรักษาตามหน้าที่เพื่อให้ผู้ตั้งครรภ์รับทราบผลดี ผลเสีย ของทารกในครรภ์หากมีความพิการ ที่จะทำให้โจทก์มีสิทธิที่จะตัดสินใจว่าจะรักษาอย่างไร หรือการยินยอมหากจะยุติครรภ์ในกรณีที่ไม่ขัดศีลธรรมซึ่งสามารถทำได้ตามมติของแพทยสภาโดยต้องขึ้นอยู่กับตัวผู้รักษาประกอบคำแนะนำของแพทย์

 

โดยแพทย์นั้นมีหน้าที่ต้องบอกอธิบายวิธีการรักษาให้ผู้ป่วยรับทราบและยินยอม แต่ก็ไม่ปรากฏว่าแพทย์ผู้รักษาไม่ระบุถึงความพิการของทารกในครรภ์และไม่เคยอธิบายผลดี-ผลเสีย ของบุตรในครรภ์ให้โจทก์ทราบ จึงให้จำเลยทั้งสาม ร่วมกันชดใช้เงินค่าเสียหายทางจิตใจ ,ค่ารักษาผ่าตัดในอนาคต , ค่าอุปกรณ์ช่วยการพยุงตัวตามวัยและค่าขาดรายได้ รวม 12 ล้านบาทให้กับโจทก์ทั้งสอง พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 นับตั้งแต่วันที่ 20 ก.ย.2550 ซึ่งเป็นวันฟ้องคดี และให้จำเลยร่วมกันจ่ายค่าทนายความ 50,000 บาทให้โจทก์ทั้งสองด้วย

 

โดยที่ศาลชั้นต้นกำหนดค่าสินไหมที่ให้ บริษัทบริหารโรงพยาบาลและแพทย์ ร่วมกันชดใช้ทดแทนให้โจทก์ทั้งสองไม่เต็มจำนวนตามที่ฟ้องนั้น เนื่องจากศาลเห็นว่าการกระทำละเมิดของจำเลยทั้งสามไม่ได้มีเจตนาร้าย ไม่ได้ส่อไปในทางเป็นอาชญากรรม

 

ต่อมาศาลอุทธรณ์ได้พิพากษาแก้เป็น ให้จำเลยทั้งสามชดใช้เงิน  1 ล้านบาท  พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีนับเเต่วันฟ้อง และล่าสุดศาลฏีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ให้บริษัทบริหาร รพ.บำรุงราษฎร์ และแพทย์ทั้งสอง ร่วมกันชดใช้เงิน 1 ล้านบาทพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องที่ 20 ก.ย.2550 และค่าทนายความ 50,000 บาทให้โจทก์ทั้งสองด้วย

 

 

 

ทั้งนี้มิสเตอร์วอลเตอร์ ลี  เปิดเผยว่า สาเหตุที่ต้องฟ้องเป็นคดียาวนานกว่า 10 ปี เพราะตั้งใจให้กรณีของตน เป็นอุทาหรณ์ และเพื่อความมั่นคงทางแพทย์ ให้มีความรอบครอบมากยิ่งขึ้น  พร้อมกันนี้ได้จัดตั้งมูลนิธิ ซาย มูฟเม้นท์  เพื่อเป็นสื่อกลางในการช่วยเหลือเด็กที่พิการ ด้านความเคลื่อนไหวทั่วภูมิภาคอาเซียน กว่า 10 ล้านคนในปัจจุบัน

 

 

 



เรียบเรียงโดย

กำพลาภร พุฒิพุทธ


Suggess News

Recommend News