อย่าหลงประเด็น!! ตั้งเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย เป็นแค่องค์ประกอบเท่านั้น อวสาน"ธรรมกาย" จัดการมูลนิธิ ท่อน้ำเลี้ยงที่แท้จริง !?

Publish 2017-12-06 12:29:13



   ยังเป็นเรื่องที่ผู้คนในสังคมให้ความสนใจและติดตามอย่างต่อเนื่อง สำหรับวัดพระธรรมกาย ซึ่งได้มีความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องในช่วงนี้  ที่เรียกเสียงฮือฮา ก็คือพิธีปลูกต้นเบญจทรัพย์ บริเวณพื้นที่ทุ่งสวรรค์ ตะวันฉาย หากร่วมทำบุญบริจาคเงินจำนวน 10,000 บาท จะได้รับกระถางสำหรับปลูกต้นเบญจทรัพย์ 1 ต้น พร้อมกับเขียนชื่อไว้ที่กระถาง เพื่อใช้ในการเดินธุดงค์ธรรมชัย ของวัดพระธรรมกาย ตลอดจนข่าวการแต่งตั้ง "พระครูสังฆรักษ์รังสฤษดิ์ อิทธิจินตโก" เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย และ ผอ.กองงานวัดพระธรรมกาย 

   สำหรับการแต่งตั้งเจ้าอาวาสดังกล่าวเป็นเพียงส่วนเล็กๆ ของหัวใจ ธรรมกาย แต่ปัญหาหลัก ปัญญาสำคัญ ไม่ว่าจะเป็น ท่อน้ำเลี้ยงต่างๆ ขึ้นอยู่กับมูลนิธิต่างๆเครือข่ายวัดพระธรรมกาย ไม่ว่า มูลนิธิมหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง  หรือ มูลนิธิคุณยายจันทร์ และมูลนิธิวัดพระธรรมกาย

   ที่ผ่านๆ มานั้นในแต่ละวัดก็จะมีการรับบริจาคเงินแต่ถ้าวัดไหนที่มีประชาชนมาบริจาคกันเป็นจำนวนมากก็จะมีการตั้งเป็นมูลนิธิเพื่อที่จะมาดูแลจัดการเรื่องการเงินโดยมูลนิธินั้น ก็จะเป็นนิติบุคคล ถ้าทรัพย์สินของมูลนิธินั้นถูกยึดก็จะตกเป็นของรัฐบาล มูลนิธิเกิดขึ้นจาก คน ๆ หนึ่ง หรือ คนหลาย ๆ คน ที่ต้องการที่จะทำกิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลาย ๆ อย่าง เพื่อการกุศลสาธารณะ  โดยมิได้มุ่งหา ผลประโยชน์มาแบ่งบันกัน และเป็นนิติบุคคลเมื่อได้จดทะเบียนตามบทบัญญัติ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์



    ในข้อเท็จจริง วัดธรรมกายที่เราเห็นใหญ่โต 2196 กว่าไร่นั้น จริงๆ แล้วมีเนื้อที่วัดเพียงแค่ 196 ไร่ เท่านั้น ส่วนที่เหลือ 2000 ไร่ เป็นส่วนของมูลนิธิธรรมกายเป็นเจ้าของ มูลนิธิไม่เหมือนวัด อำนาจการตัดสินใจระหว่างวัดกับมูลนิธิแตกต่างกัน เพราะวัดเป็นหน่วยงานของรัฐ มีสถานะเป็นนิติบุคคล มูลนิธิเป็นองค์กรภาคเอกชน และเป็นนิติบุคคลแยกต่างหาก วัดธรรมกายแยกมูลนิธิออกมาก็เพราะไม่ต้องการให้รัฐเข้ามาติดตามควบคุมการทำงานวัดพระธรรมกาย ซึ่งเงินการบริจาคหรือการดำเนินการต่างๆ ที่ทำในนามของมูลนิธินั้นก็ถือว่าเป็นอำนาจของเอกชน เป็นอำนาจของคณะกรรมการมูลนิธิเท่านั้น

   ซึ่งยังพบความผิดปกติ สำหรับกรณีการยักยอกเงินจากสหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่น สืบเนื่องจากการที่นายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานคณะกรรมการดำเนินการ ได้นำเงินของสมาชิกสหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่น มาบริจาคให้กับวัดพระธรรมกาย ซึ่งทางดีเอสไอ พบหลักฐานที่มีความเชื่อมโยงไปถึงมูลนิธิคุณยายจันทร์  ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษจึงแยกคดีนี้ออกมาทำเป็นคดีพิเศษที่ 24/2560 จากนั้นได้ดำเนินการสอบสวนมาอย่างต่อเนื่อง ขณะนี้ได้พยานหลักฐานครบถ้วนแล้ว

ผู้ที่รับเงินที่ถูกยักยอกมาจากสหกรณ์ฯ ถือเป็นความผิดมูลฐาน เงินที่ถูกยักยอกมาจากสหกรณ์ฯ หากยักย้ายถ่ายเทไปที่บุคคลใดก็ต้องสอบสวนบุคคลนั้น ส่วนจะผิดหรือถูกขึ้นอยู่กับการสอบสวน

    อีกทั้งมีรายงานการตรวจสอบจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ว่าโครงการต่างๆ ของวัดพระธรรมกาย ส่วนใหญ่ล้วนเป็นเงินที่ได้จากการบริจาค ประมาณการเงินลงทุนทั้งหมด กว่า 13,000 ล้านบาท แต่เงินบริจาคจะอยู่ภายใต้การบริหาร โดยมูลนิธิมหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง หรือ มูลนิธิคุณยายจันทร์ จดทะเบียนก่อตั้ง 30 กรกฎาคม 2547 บริหารงานโดยเครือญาติของนักการเมืองและนักธุรกิจระดับประเทศ เมื่อครั้งก่อตั้งปรากฎชื่อ นางวรรณา จิรกิติ ภรรยาของนักการเมือง และน้องสาวนายบุญชัย เบญจรงคกุล ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ
ตำแหน่งนี้มีคณะที่ปรึกษา 5 คนจากวัดพระธรรมกาย ให้คำชี้แนะด้านงานก่อสร้าง 5 คนนี้มีอำนาจคัดเลือกและจัดจ้างในโครงการ
ปลายปี 2549 คณะกรรมการมีมติมอบอำนาจให้นางวรรณา หรือ เลขาณุการมูลนิธิ เป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนมูลนิธิ และมีอำนาจสั่งจ่ายเงินในจำนวนที่สูงกว่าข้อบังคับของมูลนิธิ



    มูลนิธิคุณยายจันทร์มีบัญชีธนาคาร 7 บัญชี จาก 2 สถาบันการเงิน และ 1 องค์กรธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ในช่วงก่อตั้งแบ่งเป็นบัญชีออมทรัพย์ 4 บัญชี กระแสรายวัน 3 บัญชี ภายหลังโครงสร้างบัญชีเปลี่ยนไปแม้จะมี 7 บัญชีเท่าเดิม แต่มาจากสถาบันการเงิน 2 บัญชี ส่วนอีก 5 บัญชี อยู่ในความดูแลขององค์กรธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

   โดยทั่วไปแล้วการบริหารจัดการทรัพย์สิน และเงินบริจาค จะเป็นหน้าที่ของทางวัดเป็นผู้ดูแล ซึ่งวัดถือเป็นหน่วยงานรัฐ การที่จะนำเงินบริจาคไปใช่นอกเหนือกิจการของวัด เช่นการซ่อมบำรุง ถือเป็นเรื่องที่ทำไม่ได้ และผิดกฎหมาย แต่สำหรับ "วัดพระธรรมกาย"  การบริหารจัดหารเงินบริจาคจะ ถูกโอนไปยัง "มูลนิธิคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง" และ "มูลนิธิธรรมกาย"  ซึ่งมูลนิธิทั้ง 2 ถือว่าเป็นเอกชน เป็นเรื่องที่ไม่ชอบมาพากลนัก และท้ายที่สุด หากพบการกระทำผิดจริงตามที่กล่าวมานั้น มูลนิธิทั้ง2 อาจโดนคำสั่ง "เลิกมูลนิธิ" ก็เป็นได้
ตามประมาวลกฏหมายเพ่งพาณิชย์ ตามมาตรา131 ได้ระบุไว้ว่า

นายทะเบียน พนักงาน อัยการ หรือผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดอาจร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งให้เลิกมูลนิธิได้ในกรณีหนึ่งกรณีใด ดังต่อไปนี้

(1) เมื่อปรากฏว่าวัตถุประสงค์ของมูลนิธิขัดต่อกฎหมาย
(2) เมื่อปรากฏมูลนิธิกระทำการขัดต่อกฎหมายหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรืออาจเป็นภยันตรายต่อความสงบสุขของประชาชนหรือความมั่นคงของรัฐ
(3) เมื่อปรากฏว่ามูลนิธิไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ไม่ว่าเพราะเหตุใดๆหรือหยุดดำเนินกิจการตั้งแต่สองปีขึ้นไป

ดังนั้นพิจารณาจาก" (2) เมื่อปรากฏมูลนิธิกระทำการขัดต่อกฎหมายหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรืออาจเป็นภยันตรายต่อความสงบสุขของประชาชนหรือความมั่นคงของรัฐ" มีความเป็นไปได้สูง ที่ศาลให้มีคำสั่งเลิกมูลนิธิ  และเมื่อปิดมูลนิธิ ทรัพน์สิน ที่ดินทั้งหมดที่ ทั้ง2มูลนิธิ ดูแลอยู่ก็จะตกเป็นของรัฐ ดังนั้นเท่ากับว่าวัดพระธรรมกาย จะขาดแหล่งเงิน สำคัญ ที่จะค่อยดูอุ้มชู บุคคล หรือเครือข่ายวัดพระธรรมกาย ฉะนั้นเมื่อไม่มีท่อน้ำเลี้ยงเท่ากับว่า ถึงคราวอวสาน"วัดพระธรรมกาย" ใช่หรือไม่

การแก้ไขปัญหาวัดพระธรรมกายนั้นไม่เพียงแต่เรื่องของการแต่งตั้ง เจ้าอาวาสใหม่ ซึ่เป็นเพียงปัจจัยหนึ่งเท่านั้น แต่สิ่งที่ต้องคำนึกให้หนัก และถูกมองข้ามไป คือการจัดการกับมูลนิธิเครือข่ายวัดพระธรรมกาย ท่อน้ำเลี้ยงสำคัญของคน พระ และวัด ในเครือข่าย จึงจะสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างแท้จริง


เรียบเรียงโดย

วัชราวรรณ สุขสวัสดิ์


Recommend News